หลินเจินเจินเข้าใจความหมายที่หลินเสี่ยวเสี่ยวสื่อมาทางสายตา ใบหน้าจึงแดงก่ำด้วยความโกรธ
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคำตำหนิจากชาวบ้านหมู่บ้านชิงซานที่พากันพูดไม่หยุด เธอก็ไม่กล้าเอ่ยเรื่องแจ้งความอีก
หลินเจินเจินกัดฟัน ก่อนจะกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นด้วยท่าทีแข็งกร้าว แล้วถอนคำพูดของตัวเองกลับมา
“ฉันก็แค่พูดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้จะไปแจ้งความจริง ๆ สักหน่อย!”
ความโกรธของทุกคนไม่อาจสลายไปได้เพียงเพราะคำพูดที่ไร้ความจริงใจของเธอ พวกเขายังคงรุมตำหนิเธอไม่หยุด
สุดท้ายหัวหน้ากองพลลู่จึงเป็นคนสั่งให้หยุด เขากล่าวเตือนหลินเจินเจินว่า
“สหายหลิน ในเมื่อเธอมาที่กองพลของเราแล้ว ก็ถือเป็นคนของที่นี่ ทุกคนควรอยู่ร่วมกันดี ๆ อย่าเอะอะก็แจ้งความคนนี้ แจ้งความคนนั้น”
“ทำแบบนี้มีแต่จะทำลายความสามัคคี หมู่บ้านชิงซานของเราอยู่ร่วมกับเธอไม่ได้ ถึงตอนนั้นอย่าหาว่าฉันส่งเธอกลับไปก็แล้วกัน”
หลินเจินเจินอึดอัดใจ แต่ก็ไม่กล้าทำให้ทุกคนโกรธอีก
ถ้าถูกส่งกลับไปจริง ๆ นอกจากพ่อจะต้องผิดหวังแล้ว ในประวัติของเธอก็ต้องมีรอยด่างพร้อยแน่
พ่อรับปากเธอไว้แล้วว่า หลังจากเธอลงชนบทมาช่วยจับตาดูหลินเสี่ยวเสี่ยวครบสองปี พอพ่อได้เลื่อนตำแหน่งและย้ายกลับเมืองหลวง ก็จะไปขอร้องคุณปู่ให้ช่วยหาโควตามหาวิทยาลัยแรงงาน ชาวนา และทหารให้เธอ
ประวัติของเธอจะมีรอยด่างพร้อยไม่ได้เด็ดขาด!
เธอทำได้เพียงอดทนเงียบไว้ ราวกับยอมรับว่าตัวเองไม่กล้าแจ้งความ ส่วนจะให้เธออ้าปากขอโทษพวกชาวนาเหล่านี้ ไม่มีทางเสียหรอก!
หัวหน้ากองพลลู่เองก็ไม่สนใจว่าคุณหนูคนนี้จะขอโทษหรือไม่ เขาส่งเสียงฮึดฮัดแล้วไม่สนใจเธออีก
จากนั้นจึงหันไปปลอบชาวบ้าน
