เซี่ยซูเหนียนตบหน้าผากตัวเอง มองเซี่ยจินเฉินอย่างเอือมระอา “ปกติแม่ให้ลูกอ่านหนังสือเยอะๆ เล่นคอมให้น้อยลง ลูกแอบเล่นคอมอีกแล้วใช่ไหม เจ็ดตัวอักษรเขียนไม่เป็นสักตัว แถมยังมีอีกสองตัวเขียนผิด”
“พี่ใหญ่ อย่าไปใส่ใจรายละเอียดพวกนี้เลย” เซี่ยจินเฉินหัวเราะแหะๆ เขียนเสร็จยังวาดหมูนามธรรมสุดๆ ไว้ข้างๆ
“ฮึ ไอ้พ่อขี้หมา”
ให้ทุกคนได้รู้ว่าแกมันผู้ชายเฮงซวยตัวพ่อ
หลายปีมานี้พวกเขาไม่เคยเห็นหน้าไอ้พ่อขี้หมา แต่เคยได้ยินชื่อของมัน และในทีวีก็เคยเห็นมันพาผู้หญิงอื่นไปออกงานอย่างมีความสุข
ดังนั้นพอเห็นหน้าลู่จวิ้นเซินครั้งแรกที่นี่ พวกเขาก็จำได้ทันที ไม่ผิดแน่
เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับลู่จวิ้นเซิน เซี่ยหนานจือไม่เต็มใจเล่าให้ลูกๆ ฟัง เรื่องส่วนใหญ่คือพวกเขาไปเซ้าซี้เมิ่งชูเพื่อนสนิทของเซี่ยหนานจือให้เล่าให้ฟัง
ดังนั้นเด็กๆ จึงรู้ว่าเหตุใดคุณแม่ถึงพาพวกเขามาใช้ชีวิตตามลำพังที่นี่ เพราะพ่อใจร้ายทำเรื่องที่ทำร้ายคุณแม่ เขาไม่สมควรเป็นสามีของคุณแม่ และไม่สมควรเป็นพ่อของพวกเขา
“พี่ใหญ่ พี่รอง ทำอะไรกันอยู่คะ” ซุ่ยซุ่ยวิ่งปรี่เข้ามา
“ชู่ว” เซี่ยจินเฉินรีบปิดปากซุ่ยซุ่ย “ซุ่ยซุ่ยเบาๆ หน่อย กำลังทำเรื่องไม่ดีอยู่”
ซุ่ยซุ่ยรีบเอามือปิดปากตัวเอง พยักหน้า สัญญาว่าจะไม่ส่งเสียง ทันใดนั้นซุ่ยซุ่ยก็เห็นตัวหนังสือที่เขียนด้วยพู่กันสีบนรถ “พี่รอง เขียนผิดแล้วค่ะ”
เซี่ยจินเฉินโบกมือเล็กๆ อย่างเก้อเขิน “...อย่าไปใส่ใจรายละเอียดพวกนี้เลยน่า”
เซี่ยซูเหนียนดึงมือซุ่ยซุ่ย ถามซุ่ยซุ่ยว่า “ซุ่ยซุ่ย คุณแม่ยังไม่เลิกงานหรือ”
“คุณแม่โดนคุณลุงผู้จัดการเรียกไปที่ห้องทำงานแล้วค่ะ”
เวลานี้ภายในห้องทำงานผู้จัดการ
เซี่ยหนานจือเดินเข้าไป ผู้จัดการมองมาที่เธอ รีบโบกมือเรียก พร้อมแนะนำว่า “หนานจือ มาเร็ว นี่คือคุณนายลู่ คุณนายลู่ครับ นี่คือคุณหนานจือ นักประมูลที่พวกคุณตามหาอยู่”
คุณนายลู่?
เซี่ยหนานจือเงยหน้าขึ้น สายตามองไป พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เป็นเธอได้อย่างไรกัน!
สวี่รั่วฉิง!
ผู้หญิงที่ลู่จวิ้นเซินรักสุดหัวใจเมื่อปีนั้น
คุณนายลู่? ก็ถูก ลู่จวิ้นเซินรักเธอขนาดนั้น เธอหย่ากับเขาไป เขาย่อมร้อนรนอยากแต่งงานกับสวี่รั่วฉิงเป็นแน่
ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าหลังจากปีนั้นที่เธอยอมหลีกทางให้ลู่จวิ้นเซินกับเธอ มาอยู่ประเทศ Y อย่างสันโดษ กลับต้องมาเจอพวกเขาในประเทศ Y อีก
ใจเซี่ยหนานจือแน่นหนัก สีหน้าเย็นชาขึ้นหลายส่วน
สวี่รั่วฉิงแต่งตัวประณีตตั้งแต่หัวจรดเท้า วางแก้วกาแฟในมือ เหลือบมองเซี่ยหนานจือที่สวมผ้าคลุมหน้าอยู่แวบหนึ่ง ในแววตาคล้ายมีความเหยียดหยาม
นักประมูลเบอร์หนึ่ง?
จะประเมินของโบราณ?
ครั้งหนึ่งเคยโด่งดังเพราะค้อนเคาะเดียว ในโลกออนไลน์เล่าลือกันราวกับเซียน ยังนึกว่าจะเป็นผู้วิเศษอะไร ที่ไหนได้ แม้แต่ใบหน้าที่แท้จริงยังไม่กล้าให้ใครเห็น
ไม่เข้าใจว่าผู้เฒ่าลู่จำเป็นต้องมาพบเธอด้วยเหตุใด
สวี่รั่วฉิงส่งเสียงฮึเย็น “คุณก็คือหนานจือ ได้ข่าวว่าคุณไม่เพียงเป็นนักประมูล แต่ยังประเมินของโบราณได้ด้วย? เราอยากจ้างคุณไปสักสองสามวัน กลับไปตระกูลลู่ที่เมืองหลวงกับเราเพื่อดูของโบราณ ราคาแล้วแต่คุณเรียกมาเลย”
สวี่รั่วฉิงมั่นใจนักหนาว่าไม่มีใครปฏิเสธคำว่า ‘ราคาแล้วแต่คุณเรียก’ ได้ ยิ่งกว่านั้นชื่อเสียงของตระกูลลู่คงไม่มีใครไม่เคยได้ยิน ย่อมไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
เธอค่อยๆ ยกกาแฟขึ้นจิบอย่างใจเย็น รอให้เซี่ยหนานจือเข้ามาประจบประแจงตน
ในใจเซี่ยหนานจือรู้สึกเย็นวาบ
เธอประเมินของโบราณเป็น
แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางเชิญเธอไปได้
ตั้งแต่แรกที่จากมา เซี่ยหนานจือก็ไม่อยากพบหน้าพวกเขาอีก แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะตกลงกลับไปเมืองหลวงกับนาง
“ขออภัย อาชีพของฉันคือนักประมูล หากต้องการประเมินของโบราณ ไปหาใครอื่นเถอะ ฉันทำไม่ได้ ท่านผู้จัดการ ฉันยังมีธุระ ขอตัวก่อนค่ะ”
พูดจบเซี่ยหนานจือก็จะเดินจากไป
สวี่รั่วฉิงตะลึงงัน
นางกล้าปฏิเสธได้อย่างไร
“เดี๋ยวก่อน คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ลองคิดให้ดีก่อนค่อยตอบ”
“ฉันรู้ดี ฉันปฏิเสธ”
“คุณทำท่าแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ฉันเสียเงินจ้างคุณกลับไป คุณไม่มีสิทธิ์อะไรไม่ยอม?”
สวี่รั่วฉิงลุกขึ้นยืน คว้าแขนเซี่ยหนานจือไว้แน่น
เพื่อประจบผู้เฒ่าลู่ให้ถูกใจ สวี่รั่วฉิงจำเป็นต้องพาคนกลับไปให้ได้
เซี่ยหนานจือขมวดคิ้วแน่น สายตาทอดต่ำไปยังมือของสวี่รั่วฉิงที่กำเธอไว้แน่น
ทันใดนั้น รูม่านตาของเธอก็หดตัว
บนข้อมือของสวี่รั่วฉิงสวมกำไลหยกมรกตเขียวอิ่ม น้ำหยกใสแจ๋ว เป็นหยกขั้นยอด มีมูลค่ากว่าร้อยล้าน และเธอจำได้ในทันทีว่า กำไลหยกวงนี้คือสมบัติตกทอดประจำตระกูลของเธอ
เป็นของที่แม่มอบให้เธอ ตอนนั้นแม่ยังกำชับให้เธอดูแลรักษากำไลวงนี้ให้ดี ภายหน้าอาจมีประโยชน์ใหญ่หลวงแก่เธอ แต่เพราะตอนที่เธอจากมาเมื่อปีนั้นรีบร้อนเกินไป กำไลยังอยู่ที่ตระกูลลู่ มาตอนนี้กลับตกมาอยู่ในมือของสวี่รั่วฉิง
ลู่จวิ้นเซินให้เธออย่างนั้นหรือ?
เขาจะให้สวี่รั่วฉิง แต่ทำไมต้องเอาของของเธอไปให้?
เซี่ยหนานจือพลิกมือกลับมาจับมือของสวี่รั่วฉิง “กำไลหยกมรกตวงนี้เป็นของคุณเองรึ?”
สวี่รั่วฉิงหันมามองเซี่ยหนานจืออย่างไม่พอใจ “แน่นอนว่าเป็นของฉัน สามีฉันเป็นคนมอบให้ฉันเอง ไม่ใช่ของฉัน แล้วจะเป็นของเธอได้ไง?”
เป็นลู่จวิ้นเซินให้เธอจริงๆ ด้วย
ในอกเจ็บแปลบอย่างรุนแรง ลู่จวิ้นเซินรู้ดีแก่ใจว่านี่คือของของเธอ แต่เขากลับยังเอามาให้สวี่รั่วฉิง!
ผู้ชายเลวทรามอะไรเช่นนี้ เอาสมบัติตกทอดของอดีตภรรยาไปยกให้ภรรยาคนปัจจุบัน?
เขาไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างหรือ?
“ปล่อยมือ”
กำลังคิดอยู่ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เยียบเย็นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
เซี่ยหนานจือเงยหน้าขึ้น ชายผู้นั้นไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใด ดวงตาคู่หนึ่งของเธอพุ่งเข้าไปในแววตาดำล้ำลึกดั่งหนองน้ำของชายหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว
ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่า ท่วงท่าองอาจ หน้าตาคมคาย เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น แรงกดดันอันรุนแรงที่สั่งสมมาหลายปีจากอำนาจบารมีก็ยากจะปกปิดได้มิด
นิ้วทั้งห้าของเซี่ยหนานจือบีบเข้าหากันแน่น
ลู่จวิ้นเซิน!
ถึงกับเป็นลู่จวิ้นเซิน
ที่ซุ่ยซุ่ยบอกว่าเห็นลู่จวิ้นเซิน ไม่ได้เห็นผิดไป!
เซี่ยหนานจือน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วว่า สองคนนี้รักกันปานนั้น เมื่อสวี่รั่วฉิงปรากฏตัวที่นี่ ลู่จวิ้นเซินก็คงจะอยู่ด้วยเช่นกัน
ตลอดห้าปีที่เซี่ยหนานจือจากมา ไม่เคยคิดว่าจะได้พบหน้าลู่จวิ้นเซินอีก
ทั้งยังไม่เต็มใจจะพบหน้าเขาอีก เพราะนางหวาดกลัว
นางให้กำเนิดลูกสามคน หากถูกลู่จวิ้นเซินล่วงรู้เข้า เขาจะต้องพาลูกไปแน่นอน
เพราะตระกูลใหญ่เช่นตระกูลลู่ไม่มีทางยอมให้สายเลือดของตนเองต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอกได้
และเด็กทั้งสามคนนี้ได้กลายเป็นชีวิตของเซี่ยหนานจือไปแล้ว เซี่ยหนานจือไม่อนุญาตให้มีความเป็นไปได้แม้แต่น้อยที่จะต้องพรากจากพวกเขา
นี่ก็คือเหตุผลที่หลายปีมานี้เซี่ยหนานจือสวมผ้าคลุมหน้า และระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
เซี่ยหนานจือกำมือแน่น สายตาของชายหนุ่มทอดมาที่ร่างเธอ ประหนึ่งจะทะลุผ่านผ้าคลุมหน้าบางเฉียบนั้นให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอ
หัวใจของเซี่ยหนานจือเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
สวี่รั่วฉิงสะบัดมือเซี่ยหนานจือออก เปลี่ยนสีหน้าไปโดยสิ้นเชิง “จวิ้นเซิน ฉันบอกคุณหนานจือไปแล้ว แต่คุณหนานจือไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมกลับไปกับเรา ดูเหมือนเธอจะไม่แยแสเราเลย”
ไม่แยแสตระกูลลู่
รนหาที่ตายชัดๆ
สวี่รั่วฉิงเชิดหน้าขึ้น
ลู่จวิ้นเซินจ้องมองเซี่ยหนานจือเขม็ง “บอกราคามา”