ห้าปีต่อมา
หอประมูลสินค้าระดับสูงสุดในประเทศ Y
ภายในโถงกว้างใหญ่ แขกเหรื่อผู้มีชื่อเสียงมากมายมารวมตัวกัน
บนเวทีประมูล หญิงสาวสวมกี่เพ้าสีขาว ผมดำขลับเกล้าเป็นมวยขึ้นสูง มีผ้าบางปิดหน้าครึ่งหนึ่งจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัด แต่ทุกอิริยาบถกลับงดงามจนน่าตกตะลึง
เธอแนะนำสินค้าบนแท่นจัดแสดงด้วยภาษาอังกฤษที่ไพเราะอย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติ จากนั้นผู้คนใต้เวทีต่างพากันยื่นซองประมูลอย่างแข่งขันกัน
ดวงตาคู่งามคมสันมองกวาดไปยังคนด้านล่าง มือเรียวถือค้อนไม้ ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด
ชั้นสอง ลู่จวิ้นเซินนั่งอยู่ตรงนั้น เอียงหน้ามองแวบหนึ่ง “คุณปู่ต้องการพบเธอหรือ?”
ผู้ช่วยด้านข้างยื่นเอกสารให้ “ใช่ครับ เธอชื่อหนานจือ เป็นผู้ดำเนินการประมูลที่เข้ามาทำงานที่นี่เมื่อห้าปีก่อน การประมูลครั้งแรกของเธอเคยทำให้ภาพวาดทิวทัศน์โบราณที่ราคาเริ่มต้นหนึ่งล้านขายได้ถึงหกสิบล้าน เพิ่มขึ้นหกสิบเท่า กลายเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน”
ลู่จวิ้นเซินหรี่ตาลงเล็กน้อย “เธอปิดหน้าตลอดเลยหรือ?”
ผู้ช่วยครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ใช่ครับ ผมเคยได้ยินว่ามีคนให้เงินสิบล้านเพื่อให้เธอถอดผ้าบังหน้าออก แต่เธอก็ปฏิเสธ ทุกคนบอกว่าเธอขี้เหร่จนตกใจกลัวถึงไม่ยอมเปิดเผยใบหน้า”
ลู่จวิ้นเซินขยี้ก้นบุหรี่ในมือจนดับ สายตายังคงจับจ้องไปไม่วางตา “ดวงตาสวย”
ใครที่มีดวงตาสวยงามเช่นนั้น จะขี้เหร่จนน่าตกใจได้อย่างไร
แถมดวงตาคู่นั้นยังคล้ายกับใครบางคน
คล้ายใครล่ะ?
คล้ายเซี่ยหนานจือ
ผู้หญิงที่ห้าปีก่อนทิ้งจดหมายหย่าไว้ฉบับหนึ่ง แล้วทำแท้งลูกของเขาเงียบๆ และจากไปอย่างไม่มีร่องรอยจนยังหาไม่พบ
“พาเธอมาพบผม”
ลู่จวิ้นเซินลุกขึ้นยืน เดินไปได้สองก้าวก็หยุดลง
“ห้าปีแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวของเซี่ยหนานจืออีกหรือ?”
ผู้ช่วยรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก
ผู้คนมักพูดว่าไม่มีใครสูญหายไปไร้ร่องรอยได้
แต่คุณนายแห่งตระกูลของพวกเขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจริง เป็นเวลาห้าปีแล้วไร้ข่าวคราว
ลู่จวิ้นเซินปวดหัวยิ่ง “ตามหาต่อไป”
ผู้หญิงคนนั้นเหี้ยมเกินหยอก หย่ากับเขา ทำแท้งลูกของเขา แถมยังบล็อกลบช่องทางการติดต่อของเขาทั้งหมด
เกรงว่าคงไม่มีใครรู้ว่าประธานใหญ่แห่งกลุ่มบริษัทลู่ผู้ยิ่งใหญ่กลับเป็นฝ่ายถูกทิ้งด้วยจดหมายหย่าเพียงแผ่นเดียว และไม่มีใครรู้ว่าเขาตามหาผู้หญิงที่ทิ้งเขามาเป็นเวลาห้าปี
ลู่จวิ้นเซินต้องหาเธอให้พบ เขาจะถามเธอให้รู้เรื่องว่าเขาทำเรื่องเลวร้ายใดถึงกับทำให้เธอทำได้เด็ดขาดเช่นนี้
ลู่จวิ้นเซินออกไป
ผู้ช่วยเจียงเจ๋อยืนอยู่กับที่ เหงื่อเย็นซึมเต็มหน้า ทุกที่ที่ควรหาเขาก็หาแล้ว แต่ไร้ข่าวคราวแม้แต่น้อย
คนที่ตามหาห้าปียังไม่พบ การค้นหาต่อไปก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
เจียงเจ๋อบ่นกับตัวเองด้วยชะตาอันน่าสังเวช “คุณนายครับ คุณอยู่ที่ไหนกันแน่”
การประมูลสิ้นสุดลง หนานจือโค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างงดงาม แล้วหันหลังเดินออกจากเวทีไป
ห้าปีก่อน เซี่ยหนานจือมาถึงประเทศ Y และเข้าทำงานกับบริษัทประมูลแห่งหนึ่ง เปลี่ยนชื่อเป็นหนานจือ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น เธอจึงใส่ผ้าบังหน้ามาตลอดในงานประมูล
เมื่อมาถึงห้องทำงาน
ก้อนแป้งกลมๆ นุ่มนิ่มตัวน้อยวิ่งต้วมเตี้ยมมาบนขาสั้นๆ กางมืออวบเล็กออกแล้วกอดขาของเซี่ยหนานจือไว้แน่น พลางร้องเรียกเสียงใสว่า “ม่ามี๊”
เซี่ยหนานจือถอดผ้าบังหน้าออก เผยใบหน้างดงามประณีตราวภาพวาด เธอก้มตัวอุ้มลูกสาวขึ้นแล้วหอมแก้มขาวนุ่มของเด็กน้อย “ซุ่ยซุ่ยรอนานไหม? พวกพี่ชายล่ะ?”
ก้อนแป้งตัวน้อยชูกำปั้นเล็กๆ ขึ้น เชิดหน้าเล็กน้อย “ฮึ พวกพี่ชายออกไปเล่นแล้ว”
“พวกเขาไม่พาซุ่ยซุ่ยไปหรือ?”
“พวกเขาบอกว่าจะไปเล่นเกมของเด็กผู้ชาย พาซุ่ยซุ่ยไปไม่ได้”
เซี่ยหนานจือ “...”
สองพี่ชายนี่อยากทิ้งซุ่ยซุ่ยไว้ก็พูดตรงๆ สิ
ในตอนนั้นเซี่ยหนานจือผิดหวังสิ้นดี อยากจะทำแท้งทิ้ง แต่พอได้เห็นห้องผ่าตัดจริงๆ ในวินาทีนั้นก็เกิดความเสียดายขึ้นมาทันที สุดท้ายก็ยอมแพ้
สองเดือนหลังจากมาถึงประเทศ Y เธอให้กำเนิดทารกสามคน เป็นเด็กผู้ชายสองคน เด็กผู้หญิงหนึ่งคน
คนโตชื่อเซี่ยซูเหนียน คนรองชื่อเซี่ยจินเฉิน คนเล็กชื่อเซี่ยซุ่ยสุ่ย
พี่ใหญ่รู้ความ พี่รองซุกซน ส่วนน้องสามน่ารักที่สุด
เซี่ยหนานจือมองเด็กน้อยในอ้อมแขนที่เหมือนถูกปั้นแต่งอย่างงดงาม รู้สึกดีใจที่ได้ตัดสินใจเช่นนั้นในวันนั้น
“จริงสิ ม่ามี๊ลองทายซิว่าวันนี้ซุ่ยซุ่ยกับพวกพี่ชายเห็นใคร”
“ใครหรือ?”
“คุณพ่อจอมวายร้าย”
ซุ่ยซุ่ยพูดเสียงดังฟังชัด แต่เซี่ยหนานจือกลับฟังไม่ถนัด
“ซุ่ยซุ่ยบอกว่าเห็นใครนะ?”
“ซุ่ยซุ่ยกับพวกพี่ชายเห็นคุณพ่อจอมวายร้ายแล้ว คือคนที่ออกทีวีครั้งนั้น ชื่อ...ชื่อ...ลู่จวิ้นเซิน คุณพ่อจอมวายร้ายที่ดุมากๆ”
ขณะที่ซุ่ยซุ่ยพูดก็ยกมือน้อยๆ ของเธอทำท่าประกอบให้เซี่ยหนานจือดู
เซี่ยหนานจือฟังคำพูดของซุ่ยซุ่ยแล้วใจเต้นรัวจนสะดุด
หลายปีมานี้เธอไม่ค่อยได้ยินชื่อของลู่จวิ้นเซินเลย
จนทำให้เซี่ยหนานจือเกือบลืมว่าใครคนนี้เคยมีตัวตน
แต่ตอนนี้ชื่อของเขาถูกเปล่งออกมาจากปากของซุ่ยซุ่ย ความทรงจำในอดีตก็ถาโถมเข้ามา เซี่ยหนานจือยังคงรู้สึกร้าวรานในใจ
แต่ลู่จวิ้นเซินมาที่นี่ได้อย่างไร?
เด็กๆ กลุ่มนี้รู้แค่ว่าพ่อชื่อลู่จวิ้นเซิน และเคยเห็นเขาจากทีวีไม่กี่ครั้ง จึงคงจะดูผิดไป
“ซุ่ยซุ่ยคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ เขาไม่มาที่นี่หรอก”
“แต่...”
ก๊อก ก๊อก——
เสียงเคาะประตูสองครั้งดังขัดจังหวะคำพูดของซุ่ยซุ่ย
“ใคร?”
“พี่หนานจือ กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า? ผู้จัดการเรียกให้พี่ไปพบเดี๋ยวนี้เลย มีแขกสำคัญคนหนึ่งต้องการพบเจาะจงพี่ ผู้จัดการบอกให้พี่รีบไปให้เร็วที่สุด”
แขกสำคัญ?
ที่บริษัทประมูลของพวกเขามีแขกสำคัญไม่น้อย แต่คนที่ทำให้ผู้จัดการตื่นตระหนกถึงเพียงนี้มีไม่มากนัก
เซี่ยหนานจือเริ่มสงสัยว่าแขกสำคัญแค่ไหนกัน
“ไม่ยุ่ง เดี๋ยวฉันไปพบเอง”
“แต่ซุ่ยซุ่ยเห็นคุณพ่อจอมวายร้ายจริงๆ นะ” ซุ่ยซุ่ยย่นคิ้วเล็กๆ พูดเบาลง เซี่ยหนานจือมองมาที่เธอ ซุ่ยซุ่ยกระพริบตากลมโตใสแป๋วด้วยความเศร้าเล็กน้อยถามว่า “ม่ามี๊จะไปทำงานอีกแล้วหรือ?”
เซี่ยหนานจือวางซุ่ยซุ่ยลงบนโซฟา เอ่ยขอโทษ “ซุ่ยซุ่ยลูกรัก รออีกสักครู่นะ ม่ามี๊ไปเดี๋ยวก็มา โอเคไหม?”
ถึงแม้จะอยากให้ม่ามี๊อยู่กับตัวเองมาก แต่จะให้ทำให้งานของม่ามี๊เสียไปไม่ได้
ซุ่ยซุ่ยเป็นเด็กดีเชื่อฟังมาก
“ได้ค่ะ ซุ่ยซุ่ยรอม่ามี๊”
เซี่ยหนานจือหอมแก้มลูกสาวอีกครั้ง แล้วหยิบขนมปังให้เธอ “ซุ่ยซุ่ยกินขนมปังนะ อีกเดี๋ยวม่ามี๊พาซุ่ยซุ่ยกับพี่ชายไปกินอะไรอร่อยๆ ดีไหม?”
“ดีค่ะ”
เซี่ยหนานจือยิ้มอ่อนโยน สวมผ้าบังหน้าแล้วเดินออกไป
ซุ่ยซุ่ยถือขนมปังไว้สองมือ วิ่งไปที่ประตูแล้วยื่นศีรษะออกไปมองดูด้านนอกอย่างเงียบๆ
ม่ามี๊ไปอีกแล้ว เบื่อจัง
ซุ่ยซุ่ยวางขนมปังลง กดนาฬิกาโทรศัพท์เบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนิ่ม “พี่ชาย พวกพี่อยู่ไหน? ซุ่ยซุ่ยจะไปหาพวกพี่แล้วนะ”
ไม่นานซุ่ยซุ่ยก็ได้รับคำตอบ เป็นพิกัดสถานที่พร้อมข้อความว่า “อยู่นี่ ที่จอดรถใต้ดิน”
ณ ที่จอดรถใต้ดิน เด็กน้อยสองคนยืนอยู่หน้ารถไมบัคสีดำคันหนึ่ง
เซี่ยซูเหนียนกอดอกเล็กๆ สีหน้าซับซ้อนพลางมองเซี่ยจินเฉินข้างๆ “แน่ใจนะว่านี่คือรถของพ่อจอมปลิ้นปล้อน?”
เซี่ยจินเฉินถือพู่กัน บรรจงลากเส้นบนรถอย่างเต็มแรง
เสร็จเรียบร้อย!
“ไม่ผิดแน่ ข้าเห็นเขาลงมาจากรถคันนี้”
เซี่ยซูเหนียนมองตัวอักษรขนาดใหญ่ราวกับรอยข่วนของสุนัขบนรถ อ่านพึมพำ “พาวชีชี่จึ ต้าฉาหนาน”