เซี่ยหนานจือไม่คิดว่าจะมีคนหน้าด้านได้ถึงขนาดนี้ ความโกรธพลุ่งขึ้นในใจ เธอถามว่า “ถ้าฉันไม่ถอด คุณก็จะไม่ยอมให้ฉันไปใช่ไหม?”
“ใช่”
ลู่จวิ้นเซินเป็นคนเผด็จการ พูดคำไหนคำนั้น
เซี่ยหนานจือกุมเสื้อไว้ ทั้งหวาดกลัวทั้งโกรธจนตัวสั่น
เธอจ้องเขาอยู่นาน ราวกับพยายามมองหาเหตุผลที่จู่ ๆ เขาก็เสียสติ อยากเห็นเรือนร่างของเธอจากใบหน้า
เมื่อค่อย ๆ สงบลง เซี่ยหนานจือจึงนึกได้ว่าบนไหล่ของเธอมีปานรูปเสี้ยวจันทร์ และซุ่ยซุ่ยก็มีปานแบบเดียวกัน ลู่จวิ้นเซินอาจเห็นปานของซุ่ยซุ่ยเข้า เลยเกิดความสงสัย
มือทั้งสองข้างที่กุมเสื้อของเซี่ยหนานจือยิ่งเกร็งแน่นขึ้น เมื่อเผชิญกับสีหน้าเย็นชาของชายตรงหน้า เธอก็เงียบไป
เธอรู้จักนิสัยของลู่จวิ้นเซินดี ในเมื่อเขาบอกว่าจะดู วันนี้หากไม่บรรลุจุดประสงค์ เขาก็ไม่มีทางปล่อยเธอไป
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น...ก็ให้ดูเสียเลย
หนึ่งล้านหยวน เธอไม่ขาดทุนหรอก
เซี่ยหนานจือเงยหน้า สบเข้ากับดวงตาลึกล้ำยากหยั่งถึงของลู่จวิ้นเซินโดยตรง “ก็แค่ดูไม่ใช่เหรอ? ได้!”
ลู่จวิ้นเซินจ้องเธออยู่อย่างนั้น
วินาทีถัดจากที่เซี่ยหนานจือพูดจบ พรึ่บ! เธอกระชากผ้าผืนบางน้อยนิดที่สวมอยู่ออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนโยนทิ้งข้างตัวอย่างไม่ใส่ใจ แล้วชูมือทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “อยากดูก็ดูสิ ดูให้เต็มตา อย่าให้หนึ่งล้านหยวนเสียเปล่า”
ลู่จวิ้นเซินหรี่ตา ไล่สายตามองเธอทีละนิ้ว
จนกระทั่งสายตาหยุดอยู่บนไหล่ซ้าย คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
ตรงไหล่ซ้ายของเธอมีรอยแผลเป็นจาง ๆ รอยนั้นแม้จะไม่ลึก แต่ทอดยาวจากหัวไหล่คดเคี้ยวไปจนถึงกระดูกไหปลาร้า
เพราะมีแผลเป็น เธอจึงตั้งใจสักลวดลายทับไว้
