อยู่ห่างกันพอสมควร ซุ่ยซุ่ยก็เรียกเสียงเบามาก เซี่ยหนานจือจึงไม่ได้ยิน เธอหมุนตัวเดินลงบันไดไป
ซุ่ยซุ่ยรีบวิ่งตามไป แต่กลับถูกคนรับใช้ขวางไว้
“หนูน้อย รอก่อนนะ เดี๋ย้ป้าจะเป่าผมให้แห้ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ซุ่ยซุ่ยวิ่งไปทางที่เซี่ยหนานจือเดินไป
เซี่ยหนานจือลงไปชั้นล่างแล้ว
สวี่รั่วฉิงนั่งอยู่บนโซฟา มองเซี่ยหนานจือที่เดินลงมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ก่อนถามยิ้ม ๆ ว่า “เป็นยังไงบ้าง? รู้ตัวหรือยังว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้อนรับในบ้านนี้ขนาดไหน? ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไสหัวไปเองแล้ว ไม่อยู่เกะกะสายตาคนอื่นหรอก”
ตอนนี้เซี่ยหนานจืออารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีเวลามาเล่นเกมชิงไหวชิงพริบกับอีกฝ่าย
เมื่อเห็นเซี่ยหนานจือไม่สนใจ สวี่รั่วฉิงก็พลันหน้าบึ้งตึง
เธอเกลียดท่าทีเรียบเฉยแต่แฝงความหยิ่งทะนงอยู่ในกระดูกของเซี่ยหนานจือเหลือเกิน
เมื่อเทียบกับตอนนี้ เธอชอบเห็นสีหน้าสิ้นหวังน่าสงสารของเซี่ยหนานจือในตอนที่รู้ว่าลู่จวิ้นเซินกำลังอยู่เป็นเพื่อนเธอและดูแลแม่ของเธอมากกว่า
สายตาของสวี่รั่วฉิงเลื่อนไปหยุดที่กำไลบนข้อมือ
เธอแอบยกยิ้ม ก่อนยกมือขึ้นแกว่งไปมา “กำไลวงนี้สวยจริง ๆ จวิ้นเซินบอกว่าเหมาะกับฉันมาก เธอว่าไง?”
สวี่รั่วฉิงรู้ดีว่ากำไลวงนี้เป็นของเซี่ยหนานจือ ได้ยินมาว่าเป็นของที่แม่ของเซี่ยหนานจือทิ้งไว้ให้
เมื่อเห็นกำไลวงนั้น หัวใจของเซี่ยหนานจือก็ราวกับถูกแทงอย่างแรง แววตาเย็นเยียบลง “เธอชอบของของฉันมากขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ของของเธอที่ว่าหมายถึงอะไร? กำไลวงนี้หรือ?” สวี่รั่วฉิงลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าเซี่ยหนานจือ ก่อนกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา “กำไลวงนี้จวิ้นเซินให้ฉัน เธอเอาอะไรมาบอกว่าเป็นของเธอ มีหลักฐานหรือเปล่าล่ะ?”
