“คุณมีเวลาเหลืออีกแค่สองเดือน”
…….
หลังออกจากโรงพยาบาล ลู่อิงหานยืนหน้าซีดอยู่ในสวนเล็ก ๆ ของโรงพยาบาล มือถือใบรายงานผลตรวจ พลางหัวเราะเยาะตัวเองอย่างขมขื่น
เมื่อวานนี้เอง เธอยังกลับบ้านอย่างเบิกบานหลังเลิกงานพิเศษที่ร้านชานมไข่มุก ทั้งยังซื้อเค้กชิ้นเล็ก ๆ มาฉลองวันเกิดให้ตัวเอง
แต่ทันทีที่เค้กเข้าปาก อวัยวะภายในก็พลันปวดรุนแรงราวกับถูกมีดกรีด เธอทนไม่ไหวจนหมดสติอยู่ในห้องเช่าซอมซ่อที่ค่าเช่าเดือนละ 150 หยวน
เธอคุ้นชินกับความเจ็บปวดนี้มาสองเดือนแล้ว ตอนแรกก็ยังกังวลอยู่บ้าง แต่เห็นว่าร่างกายไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร จึงไม่ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเพราะอยากประหยัดเงิน ทว่าครั้งนี้กลับทำให้เธอต้องเสียเงินก้อนโต
เธอถูกตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย ในวันเกิดอายุครบ 20 ปีของตัวเอง….
ข่าวนี้ทำให้ลู่อิงหานที่เข้มแข็งและมองโลกในแง่ดีมาโดยตลอด ไม่รู้เลยว่าควรรับมือกับมันด้วยความรู้สึกแบบไหน
เธอนั่งรถเมล์กลับห้องเช่าอย่างเหม่อลอย
เมื่อมองห้องเก่าโทรมตรงหน้า เธอถึงค่อย ๆ ได้สติกลับคืนมา
ลู่อิงหานวางใบรายงานผลตรวจลง แล้วก้มหน้าทำความสะอาดห้องเงียบ ๆ …..
“ก๊อก ๆ ๆ! อิงหาน อยู่บ้านหรือเปล่า?”
“อยู่นี่ค่ะ! ป้าเสิ่น!”
ลู่อิงหานขยี้หางตาที่เริ่มแสบเล็กน้อย ก่อนเดินไปเปิดประตูไม้ ป้าเสิ่นเจ้าของบ้านกับเพื่อนของเธอยืนยิ้มอยู่หน้าประตู
“อิงหาน ป้ามาเก็บค่าเช่าเดือนนี้จ้ะ”
“อ๋อ ได้ค่ะป้าเสิ่น เดี๋ยวหนูโอนให้นะคะ”
ลู่อิงหานรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ค้นหารูปโปรไฟล์ของป้าเสิ่น แล้วโอนค่าเช่าให้
เมื่อเห็นเงินโอนเข้า รอยยิ้มของป้าเสิ่นก็ยิ่งสดใสขึ้น
“เรียบร้อย ได้รับแล้วจ้ะ อิงหาน ถ้าต้องการอะไรก็บอกป้าได้เลยนะ!”
“ค่ะ! ไม่ต้องห่วงนะคะป้าเสิ่น ตอนนี้หนูไม่ขาดอะไรแล้ว ขอบคุณนะคะ!”
ป้าเสิ่นพูดกับเธออย่างเกรงใจอยู่สองสามคำ ก่อนปิดประตูไม้เสียงดังสนั่น
เพื่อนที่เดินตามหลังป้าเสิ่นมาคว้าแขนเธอทันที แล้วขยับเข้าไปถามใกล้ ๆ
“มันยังไงกันน่ะ? ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้? นี่มันห้องเก็บของที่เธอสร้างไว้ส่ง ๆ ไม่ใช่เหรอ? ทำไมกลายเป็นห้องเช่าไปได้ล่ะ?”
“โอ๊ย ฉันก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้หรอก แต่ตอนนั้นเด็กคนนี้อ้อนวอนฉันไม่หยุด ฉันถึงได้ยอมให้เช่า! ค่าเช่า 150 หยวนนั่นก็พอ ๆ กับค่าน้ำค่าไฟแล้ว!”
พูดจบ ป้าเสิ่นก็หันไปมองประตูไม้ ก่อนขยับเข้าไปใกล้เพื่อนอีกนิด
“ฉันจะกระซิบบอกนะ เรื่องนี้เธอห้ามเอาไปพูดที่ไหนล่ะ ได้ยินมาว่าเด็กคนนี้เป็นลูกสาวคนโตที่ตระกูลลู่ไล่ออกมาก่อน!”
“!!! อะไรนะ? ตระกูลลู่เหรอ? ตระกูลลู่ที่เป็นมหาเศรษฐีนั่นน่ะหรือ?”
ป้าเสิ่นรีบยกมือปิดปากเพื่อนทันที
รู้อยู่แล้วว่ายายคนนี้ต้องคุมเสียงตัวเองไม่อยู่!
“เบาเสียงหน่อย! ก่อนหน้านี้ตระกูลลู่ทำลูกสาวหายไปไม่ใช่เหรอ? ได้ยินว่าภรรยาของตระกูลลู่คิดถึงลูกสาวจนเสียสติ ทางตระกูลลู่เหมือนจะโทษเธอว่าดูแลน้องสาวไม่ดี แถมยังหาว่าจงใจอีก ก็เลยไล่เธอออกมา!”
พูดถึงตรงนี้ ป้าเสิ่นก็พยักพเยิดไปทางประตูไม้ เพื่อบอกเพื่อนว่าคนที่พูดถึงก็คือลู่อิงหาน
เรื่องราวหลังจากนั้น ทุกคนต่างก็รู้กันดี
เหตุการณ์ที่ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวงทำลูกสาวคนเล็กหายไป แล้วขับไล่ลูกสาวคนโตที่ถูกตราหน้าว่า ‘ใจร้าย’ ออกมา เรียกได้ว่าใคร ๆ ก็รู้กันทั่ว
เพื่อนของป้าเสิ่นขมวดคิ้วแน่น
“เด็กคนนี้ดูว่าง่ายจะตาย มองยังไงก็ไม่เหมือนคนที่จะทำเรื่องแบบนั้นเลย”
“ใครจะไปรู้ล่ะ? คนธรรมดาอย่างเราจะเข้าใจความคิดของคนรวยได้ยังไง? เกลียดลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นลูกที่เก็บมาเลี้ยงจากข้างนอกก็ได้!”
แม้ทั้งสองจะขยับเข้ามาคุยใกล้ ๆ กัน แต่กลับลืมไปว่าในห้องนี้เก็บเสียงไม่ได้เลย เสียงดัง ๆ ของพวกเธอจึงดังลอดเข้าไปถึงข้างใน
ลู่อิงหานได้ยินทุกคำตั้งแต่ต้นจนจบ
เธอหยิบใบรายงานผลตรวจจากโรงพยาบาลขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำในวัยเด็กค่อย ๆ ผุดขึ้นมาอย่างเลือนราง
ตอนนั้นเธออายุเพียงสิบกว่าปี เพราะน้องสาวบอกว่าอยากออกไปเที่ยวและอยากให้เธอไปเป็นเพื่อน ลู่อิงหานที่ปฏิเสธไม่ได้จึงจำต้องแอบออกไปด้วยกัน
นั่นเป็นคำขอของน้องสาว
วันนั้นเอง น้องสาวหายตัวไป เธอตามหาอย่างไรก็ไม่พบ ต่อให้เดินไปทั่วถนนสายนั้นจนฝ่าเท้าพองเลือด เธอก็ยังไม่หยุดตามหา
เธอกลัว
ไม่เพียงกลัวว่าน้องสาวจะหายตัวไปแล้วเกิดอันตราย แต่ยังกลัวว่าตระกูลลู่ที่ไม่เคยชอบหน้าเธออยู่แล้วจะยิ่งเกลียดเธอมากขึ้น
สุดท้ายความลับก็ปิดไว้ไม่มิด เมื่อตระกูลลู่รู้ว่าลูกสาวคนเล็กหายตัวไป พวกเขาก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
“ลู่อิงหานอยู่ไหน?! ให้เธอไสหัวมาที่ห้องหนังสือของฉัน!”
คืนนั้น ลู่อิงหานนั่งอยู่บนเตียงในห้องเล็กใต้หลังคาของตัวเอง แผลพองใต้ฝ่าเท้าแตกและมีเลือดซึมไม่หยุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เย็นชาเท่าหัวใจของเธอ
ลู่อิงหานกัดเล็บตัวเองอย่างสั่นเทา ก่อนเปิดประตูห้องหนังสือของลู่สงอย่างหวาดกลัว
ภายในนั้นมีผู้ชายทั้งสี่คนของตระกูลลู่นั่งอยู่
ประตูห้องหนังสือค่อย ๆ ปิดลง หัวใจของลู่อิงหานก็ค่อย ๆ ดิ่งลงเช่นกัน…
คำด่าทอและคำตำหนิถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นซัด เด็กสาววัยสิบกว่าปีอย่างลู่อิงหานไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้แย้งหรืออธิบาย เธอแทบหายใจไม่ออก
มือที่ถือใบรายงานผลตรวจพลันกำแน่น หัวใจบีบรัดเจ็บแปลบเป็นระลอก กระทบไปถึงอวัยวะภายในที่ยังปวดตุบ ๆ ลู่อิงหานหอบหายใจอย่างหนัก ความเจ็บแปลบที่กลางอกเหมือนถูกมีดแทง
เธอจำได้ เธอไม่มีวันลืมเด็ดขาด
แววตารังเกียจและสีหน้าเย็นชาของลู่สงยามพูดคำเหล่านั้น
เขาเป็นพ่อแท้ ๆ ของเธอแท้ ๆ
ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ซ่านจนเธอแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้า
รุ่งขึ้น บาดแผลที่ฝ่าเท้ากับรอยถลอกตามร่างกายเริ่มบวมแดง แต่พวกเขาก็ยังเร่งให้เธอออกไป
ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
หลังจากออกจากตระกูลลู่ เธอก็ไปอยู่สถานสงเคราะห์เด็ก ไม่มีใครปลอบใจเธอ สิ่งที่รออยู่มีแต่เสียงหัวเราะเยาะและการกลั่นแกล้ง ความทรมานเช่นนี้ดำเนินมาจนถึงตอนนี้…..
เพียงเพราะเธอเป็นลูกสาวที่ตระกูลลู่ขับไล่ออกมา
ถ้าหาก…ถ้าตอนนั้นเธอไม่ยอมออกไปกับน้องสาว ชีวิตของเธอจะเหมือนเด็กธรรมดาคนอื่นไหม ได้ไปโรงเรียนอย่างมีความสุข ทำงานอย่างสงบสุข แล้วแต่งงานมีลูกอย่างเรียบง่าย….
ยิ่งคิด ลู่อิงหานก็ยิ่งปวดหัวจนแทบระเบิด
เธอรีบหยุดความคิดด้านลบเหล่านั้น แล้วปรับลมหายใจให้ความเจ็บปวดทุเลาลง
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดหางตาของเธอก็มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
ลู่อิงหานรีบยกมือปิดตา กัดริมฝีปากแน่น แล้วสะอื้นอย่างสุดแรง
เสียงสะอื้นที่กลั้นไม่อยู่ดังออกมาจากจมูก แต่เธอก็ฝืนกลืนมันลงไป พยายามข่มเสียงร้องไห้ไว้
เธอร้องไห้ฟูมฟายไม่ได้
เธอหาเหตุผลที่จะปลดปล่อยตัวเองแบบนั้นไม่พบ
ร้องไห้แล้วชีวิตจะเริ่มต้นใหม่ได้หรือ? สถานการณ์จะเปลี่ยนไปหรือ? เธอยังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ไหม?
ไม่ได้หรอก มีแต่จะยิ่งทำให้เธอรู้ว่าตัวเองน่าสงสารเพียงใด
ลู่อิงหานนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ผุพังเป็นเวลาหลายนาที ปล่อยให้น้ำมูกและน้ำตาไหลเปรอะเต็มใบหน้า
เธอนั่งนิ่งอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างแรง แล้วหยิบกระดาษขาวที่ฉีกไปครึ่งแผ่นกับปากกาหมึกซึมที่หมึกใกล้หมดออกมาจากกระเป๋าผ้าใบสีซีด
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนโยนของทั้งสองชิ้นทิ้ง แล้วหยิบกระดาษขาวกับปากกาหมึกซึมที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าใช้ ออกมาจากกระเป๋าอีกครั้ง เปิดไฟดวงนั้น
แล้วตั้งใจเขียนอะไรบางอย่าง…
หนึ่งเดือนต่อมา ลู่อิงหานได้รับค่าจ้างจากร้านชานมไข่มุก เธอจึงลาออกจากงานและคืนห้องเช่า
เธอสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่า ในนั้นมีเงินเก็บทั้งหมดที่เหลืออยู่ แล้วออกเดินทางไปทำสิ่งที่อยากทำมาตลอด
เธอท่องเที่ยวไปทั่วประเทศอย่างไร้กังวล
เดือนสุดท้ายนี้ เธออยากมีชีวิตเพื่อตัวเอง และใช้ชีวิตให้ดี…..
สองปีต่อมา ณ หมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม ชาวนาคนหนึ่งขึ้นเขาไปเก็บฟืนและพบโครงกระดูกเข้า เขาตกใจจนรีบแจ้งตำรวจ
เรื่องนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทางการท้องถิ่น นักข่าวต่างพากันมาสัมภาษณ์
หลังได้รับอนุญาตจากตำรวจท้องที่ พวกเขาก็ได้ดูภาพถ่ายคดีของศพนั้น
ในภาพ ศพวางมือทั้งสองไว้บนอก นอนอยู่บนพื้นอย่างสงบเสงี่ยม
จากเสื้อผ้าของเธอพบกระดาษสามแผ่น
นอกจากใบรายงานผลตรวจโรคร้ายที่ตรวจพบเมื่อสองปีก่อน กับกระดาษที่เขียนแผนการท่องเที่ยวไว้อย่างละเอียดแล้ว
สิ่งที่ทำให้นักข่าวรู้สึกแสบตาจนแทบน้ำตาคลอ คือกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง กระดาษขาวที่ถูกฉีกไปครึ่งแผ่น บนนั้นมีลายมือเรียบร้อยงดงามเขียนเอาไว้อย่างตั้งใจว่า
“หวังว่าจะไม่มีชาติหน้า”
