“คุณหนู เราไปทานอาหารเช้ากันดีไหมครับ?”
คุณปู่พ่อบ้านรีบปรับอารมณ์ของตัวเอง ก่อนจะส่งยิ้มให้ลู่อิงหาน
อาหารเช้าเหรอ?
ความทรงจำของลู่อิงหานค่อย ๆ หวนกลับมา ราวกับกระแสน้ำทะเล เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตที่เธอไม่อยากนึกถึง
เธอแค่นเสียงเย็นชาอยู่ในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับเผยสีหน้าลำบากใจ
“คุณปู่พ่อบ้าน เมื่อคืนหนูฝันร้าย แถมยังตกใจตื่นอีก ตอนนี้ไม่มีแรงไปห้องอาหารแล้ว คุณปู่ช่วยเอาอาหารเช้ามาส่งที่ห้องให้หนูได้ไหมคะ?”
ลู่อิงหานเงยหน้า ดวงตาชื้นวาวมองคุณปู่พ่อบ้าน มือทั้งสองข้างแอบถูไถกันอยู่ข้างล่าง
เมื่อเห็นรอยคล้ำจาง ๆ ใต้ตาของลู่อิงหาน สุภาพบุรุษชราก็ใจอ่อนลงทันที
“ได้ครับคุณหนู เดี๋ยวผมไปเอามาให้”
คุณปู่พ่อบ้านโค้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปนำอาหารเช้ามาให้ลู่อิงหาน
ทันทีที่พ่อบ้านออกไป ลู่อิงหานก็เดินไปยังโต๊ะข้างเตียงที่เชยระเบิด แล้วมองปฏิทินที่วางอยู่บนนั้น
“วันที่ 16... ตอนฉันอายุ 13 ปีก็ถูกไล่ออกจากบ้าน ตอนนี้อายุ 7 ขวบ ยังเหลือเวลาอีก 6 ปี”
ลู่อิงหานพึมพำกับตัวเอง
ไม่นาน เธอก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
ตั้ง 6 ปีเลยเหรอ?
เธอยังต้องอยู่บ้านนี้อีก 6 ปีหรือ?
เมื่อนึกถึงท่าทีของคนในบ้านที่มีหรือไม่มีเธอก็ไม่ต่างกัน ลู่อิงหานก็ไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว
เธอขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ตอนนี้ในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด
เธออยากนึกให้ออกว่าในช่วงหลายปีนี้มีเรื่องสำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง
แต่ภาพความทรงจำทั้งหมดกลับทะลักเข้ามาในหัวของลู่อิงหานพร้อมกัน
จนไม่อาจนึกถึงเรื่องใดได้อย่างชัดเจน
ช่างเถอะ
นอนแผ่ไปก่อนแล้วกัน
รอทานอาหารเช้าเสร็จค่อยเขียนทบทวนดี ๆ
ลู่อิงหานคิดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น
เธอกลับไปนอนบนเตียงเล็กของตัวเองอีกครั้ง
วางมือทั้งสองข้างซ้อนกันบนหน้าท้องน้อยอย่างเรียบร้อย แล้วค่อย ๆ ทบทวนเรื่องสำคัญต่าง ๆ ที่รู้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีละเรื่องในหัว
ระหว่างนั้นก็รออาหารเช้าจากคุณปู่พ่อบ้านไปด้วย
แต่คุณปู่พ่อบ้านที่กลับมาจากห้องครัวพร้อมอาหารเช้า กลับมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เมื่อนึกถึงตอนที่ไปเอาอาหารเช้าของลู่อิงหานในครัว คุณท่านกับคุณนายไม่ได้ถามถึงคุณหนูแม้แต่คำเดียว ความสนใจทั้งหมดกลับมุ่งไปที่คุณหนูเล็ก
แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
คุณชายใหญ่ก็นั่งตัวตรงอย่างเคร่งขรึม คอยคีบอาหารให้น้องสาวคนเล็ก
พ่อบ้านมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหน้าหนีทันที
เขาถอนหายใจยาว
“หืม? เป็นอะไรไปครับคุณพ่อบ้านหลิว?”
“ไม่มีอะไร พวกคุณตั้งใจทำงานกันเถอะ”
เหล่าพนักงานในครัวได้ยินเสียงถอนหายใจของพ่อบ้านหลิว ต่างก็พากันตกใจ
อดเงยหน้าถามไม่ได้
หลังรับอาหารเช้ามาแล้ว พ่อบ้านหลิวก็ตรงไปยังห้องของลู่อิงหานทันที
เช้านี้เขาทนอยู่ในห้องอาหารต่อไม่ไหวแล้ว
“คุณหนู ได้เวลาทานอาหารเช้าแล้วครับ”
เมื่อกลับมาถึงห้องของลู่อิงหาน พ่อบ้านหลิวก็เก็บซ่อนอารมณ์แล้วเดินเข้าไป
ภาพที่เห็นกลับเป็นลู่อิงหานซึ่งกำลังหลับอย่างเรียบร้อย
ร่างเล็ก ๆ ของเธอแทบไม่ต่างจากคุณหนูเล็กวัย 5 ขวบ
ถึงขั้นผอมบางกว่าคุณหนูเล็กเสียอีก
มือทั้งสองข้างวางซ้อนกันอยู่บนท้อง ร่างนอนเหยียดตรง รอยคล้ำใต้ตาเผยให้เห็นว่าลู่อิงหานนอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน
พ่อบ้านหลิวถึงกับหายใจอย่างแผ่วเบา ถาดอาหารในมือก็ไม่รู้ควรวางลงดีหรือไม่
สุดท้ายเขาก็เดินเข้าไป ค่อย ๆ ห่มผ้าให้ลู่อิงหาน เพื่อให้เธอพักผ่อนต่อ
บางทีการได้เกิดใหม่คงทำให้เหนื่อยอยู่บ้าง เมื่อลู่อิงหานตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาห้าโมงหรือหกโมงเย็นแล้ว
ในห้องมืดสลัว ด้านนอกก็ไม่มีเสียงอะไร
ท้องที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องประท้วงอย่างหนัก ลู่อิงหานจึงจำต้องลุกไปหาอะไรกินในครัว
เธอลุกขึ้นอย่างสะลึมสะลือ คลำทางไปจนถึงห้องครัว
วันนี้คุณท่านกับคุณนายคงพาน้องสาวออกไปทานอาหารข้างนอก ในครัวจึงไม่มีใครอยู่เลย
อารมณ์ของลู่อิงหานพลันดีขึ้นสุด ๆ
ดีจัง ตอนเดินมาที่นี่เธอยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเจอคนในบ้านขึ้นมาจะต้องทำใจเผชิญหน้าอย่างไร แต่ตอนนี้ทั้งห้องอาหารและห้องครัวที่มืดสลัว
กลับถูกใจลู่อิงหานอย่างบอกไม่ถูก!
ลู่อิงหานเปิดตู้เย็น แล้วลากม้านั่งตัวหนึ่งเข้ามา ก่อนจะกวาดตามองวัตถุดิบข้างในอย่างละเอียด
เนื้อวากิวชั้นดี คาเวียร์ และวัตถุดิบราคาแพงอื่น ๆ
เธอไม่แม้แต่จะชายตามอง
กลับมองไปยังชั้นล่างสุดที่มีธัญพืชหยาบ หยิบข้าวโพดมาฝักหนึ่งแล้วปิดประตูตู้เย็น
ข้าวโพดฝักนี้ใหญ่จนเธอใช้มือสองข้างโอบยังไม่รอบ
กินฝักเดียวก็อิ่มแล้ว
ลู่อิงหานลากเก้าอี้ไปยังสวิตช์ไฟอีกครั้ง แล้วปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล พอเปิดไฟได้
ใบหน้าเคร่งขรึมของลู่เจี้ยนเซินก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเธออย่างกะทันหัน
“อ๊ะ!”
เธอตกใจจนข้าวโพดในมือร่วงลงพื้น กลิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ
“ทำอะไร?”
ลู่เจี้ยนเซินยืนกอดอก มองลู่อิงหานที่ตกใจจนหน้าซีดเผือด
คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากัน
เขามองเธออย่างพินิจพิเคราะห์
ทั้งสองสบตากันเงียบ ๆ
ไม่มีใครเอ่ยปาก
ลู่อิงหานมองข้าวโพดที่ตกอยู่บนพื้นอย่างเสียดาย
เธอเงยหน้ามองพี่ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ใหญ่ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ลู่เจี้ยนเซิน
บุตรชายคนโตของตระกูลลู่ ปีนี้อายุ 26 ปี เป็นหนุ่มโสดเนื้อหอมตัวจริง
หลังจากรับช่วงบริหารบริษัทลู่กรุ๊ปจากลู่สงผู้เป็นพ่อเมื่อสองปีก่อน ฐานะของตระกูลลู่และบริษัทในเมืองหลวงก็ยิ่งทะยานขึ้นไปอยู่ในจุดที่ยากจะประเมิน
นี่คือความสามารถของลู่เจี้ยนเซิน บุตรชายคนโต
ได้ยินว่าในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เขาก็จัดการกวาดล้างพวกตัวถ่วงเก่าแก่ในบริษัทอย่างเด็ดขาด
ไม่เปิดโอกาสให้พวกนั้นหาทางกลับมาได้อีก
นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ลู่อิงหานรู้ หลังจากนั้นเธอก็ถูกไล่ออกจากตระกูลลู่ และไม่ได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับตระกูลลู่อีกเลย
บางทีเพราะไม่ได้เจอคนในครอบครัวมานานเกินไป
ตอนนี้ลู่อิงหานจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนและไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
เธอแค่อยากเก็บข้าวโพดแล้วหนีไปจากที่นี่
ลู่เจี้ยนเซินขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“ทำไม? พูดไม่ออกแล้วหรือ? พี่ถามทำไมไม่ตอบ?”
น้ำเสียงออกคำสั่งทำให้ความกระอักกระอ่วนของลู่อิงหานหายไปในพริบตา
เธอมองลู่เจี้ยนเซินแวบหนึ่ง น้ำเสียงเรียบเฉย
“แค่หิว เลยอยากมาดูในครัวว่ามีอะไรให้กินบ้าง”
ลู่อิงหานตอบแล้ว แต่สีหน้าของลู่เจี้ยนเซินกลับยิ่งแย่ลง
ในความทรงจำ ลู่อิงหานมักทำตัวเกรงกลัวต่อหน้าเขา ไม่กล้าพูดเสียงดัง กระทั่งไม่กล้าสบตาเขาด้วยซ้ำ
เสียงที่เรียกเขาว่าพี่เซินก็อ่อนหวานนุ่มนวล
เมื่อคืนเธอยังประคองน้ำชาและของว่างยามดึกมาที่ห้องหนังสือของเขาอย่างระมัดระวัง
แต่ตอนนี้กลับทำเหมือนไม่สนใจเขา แถมยังดูห่างเหิน...
ลู่เจี้ยนเซินลดแขนที่กอดอกลง หรี่ตาเล็กน้อย จ้องลู่อิงหานที่กำลังก้มเก็บข้าวโพด
ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
“พูดให้ดี ๆ หน่อย ตอนนี้ถึงกับเรียกพี่ดี ๆ ไม่เป็นแล้วหรือ?”
มือที่กำลังเช็ดข้าวโพดชะงักไป
ลู่อิงหานหันไปมองลู่เจี้ยนเซินที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋าอยู่ใต้แสงย้อน
เธอคิดว่าหลังเกิดใหม่แล้วจะรับมือกับคนตระกูลลู่ได้ดี
แต่พอเรื่องราวเกิดขึ้นกับตัวเองอีกครั้ง ลู่อิงหานก็ยังรู้สึกเจ็บปวดและน้อยใจ ราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทงหัวใจ
ลู่อิงหานวัยเพียง 7 ขวบเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นลมหายใจ ไม่ให้เผลอแสดงท่าทีเสียอาการต่อหน้าลู่เจี้ยนเซิน
คำเรียกอย่างนั้นหรือ?
ลู่อิงหานเรียกไม่ออกจริง ๆ
