เพราะกู้หลินไม่ได้แค่เขียนขั้นตอนการวินิจฉัยลงไปเท่านั้น เขายังแยกสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ง่ายในตอนแรกออกมาอธิบายด้วย ลำดับความคิดครบถ้วนจนแทบจะเหมือนกรณีศึกษาสำหรับการสอน
นี่ไม่ใช่แค่ “ความใส่ใจ” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของระดับความคิด
โจวเหวินหย่วนมองรายงานผู้ป่วย ก่อนจะถามขึ้นมาราวกับนึกขึ้นได้ว่า
“เมื่อก่อน...นายชอบอยู่แผนกฉุกเฉินเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ มือของกู้หลินชะงักไปเล็กน้อย
แผนกฉุกเฉิน
ชาติที่แล้ว เขาเริ่มต้นจากแผนกฉุกเฉิน
ตอนนั้นเขายังไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาเอกอย่างในเวลาต่อมา และยังไม่มีตำแหน่งมากมาย เป็นเพียงแพทย์ประจำบ้านหนุ่มที่อดหลับอดนอนวิ่งช่วยชีวิตผู้ป่วยอยู่ทุกวัน
เขาเคยดีใจอยู่นานเพราะช่วยผู้ป่วยคนหนึ่งไว้ได้ และเคยนั่งเหม่ออยู่คนเดียวในห้องพักเวรจนฟ้าสาง เพราะช่วยชีวิตคนไข้ไม่สำเร็จ
ต่อมา งานวิจัยมีมากขึ้น การประชุมก็เพิ่มขึ้น เวลาที่ได้อยู่กับงานคลินิกจริง ๆ กลับน้อยลงเรื่อย ๆ
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านั้น แววตาของกู้หลินพลันพร่าเลือนไปชั่วขณะ ผ่านไปไม่กี่วินาทีเขาจึงเอ่ยเสียงเบาว่า
“ก็...ชอบอยู่ครับ”
โจวเหวินหย่วนพยักหน้า ไม่ถามต่อ
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องพักเวรถูกผลักเปิดอีกครั้ง พยาบาลสาวคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามา
“อาจารย์โจวคะ แผนกศัลยกรรมทรวงอกโทรมาค่ะ คนไข้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่แยกชั้นกำลังจะถูกส่งเข้าห้องผ่าตัด พวกเขาถามว่าแพทย์ประจำบ้านที่เข้าเวรเมื่อวานอยู่ที่นี่ไหมค่ะ”
