เฮ้อ ชีวิตช่างรันทด
นักพรตยุงคร่ำครวญอยู่ในใจ
ขณะบินมุ่งหน้าไปยังสนามรบอู๋เยาอย่างว่าง่าย
ไม่รู้ว่าบินมานานเท่าไรแล้ว
หลินเป่ยพลิกตัวบนหลังของเขา
พึมพำงัวเงียว่า
“ยุง... ถึงหรือยัง...”
“ใกล้แล้ว ๆ นายท่านนอนต่ออีกสักพักเถอะ”
“อืม...”
บินต่อไปอีกครึ่งวัน ในที่สุดนักพรตยุงก็ลดความเร็วลง
“นายท่าน ถึงแล้ว”
หลินเป่ยขยี้ตาพลางลุกขึ้น มองลงไปเบื้องล่าง แล้วพลันตื่นเต็มตา
สนามรบอู๋เยา
ท้องฟ้าเป็นสีเทาดำ
ราวกับผืนม่านที่ถูกเผาจนเกรียม
พื้นดินแตกร้าวเป็นหุบเหวลึกนับไม่ถ้วน
หมอกดำอันน่าสะพรึงผุดขึ้นมาจากข้างใน
รอบด้านเต็มไปด้วยกระดูกของสิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดมหึมา
กลิ่นคาวเลือดและความอาฆาตคละคลุ้งในอากาศ
หากเซียนทองทั่วไปอยู่ที่นี่นานเกินไป
วิญญาณก็จะถูกความอาฆาตกัดกร่อน
จนกลายเป็นซากศพเดินได้
หลินเป่ยสูดหายใจลึก รู้สึกได้ว่ากายาบัวเขียวโกลาหลเริ่มทำงานขึ้นเอง
คุณสมบัติที่สรรพสิ่งมิอาจกล้ำกรายช่วยสกัดไอพิฆาตและความอาฆาตรอบตัวไว้ทั้งหมด
“ที่นี่น่าสนใจดีแฮะ”
แต่นักพรตยุงกลับตัวสั่นงันงกไปแล้ว
เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของบรรพชนอูที่ยังหลงเหลืออยู่ในส่วนลึกของสนามรบ
มันทำให้วิญญาณของเขาสั่นสะท้าน
พลังบำเพ็ญขั้นกลางของว่าที่เทพศักดิ์สิทธิ์
เมื่ออยู่ต่อหน้าแรงกดดันนี้
ก็เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็ก ๆ ในมหาสมุทร
“นะ...นายท่าน...ที่นี่แปลกประหลาดเกินไปแล้ว...เราเปลี่ยนไปที่อื่นกันดีไหม?”
หลินเป่ยเหลือบมองเขา
“เจ้าขั้นกลางว่าที่เทพศักดิ์สิทธิ์ กลัวอะไร? ตามข้ามา”
นักพรตยุงกลืนน้ำลาย ก่อนจะฝืนใจเดินตามหลังหลินเป่ย
เขาเป็นถึงว่าที่เทพศักดิ์สิทธิ์แท้ ๆ แต่กลับต้องหลบอยู่หลังเด็กอ้วนคนหนึ่ง