“ว่าแล้วเชียว จงเสวี่ยทำหน้าเย็นชาแบบนั้น ยังหาเพื่อนได้อีกนะ”
เซียวเยว่เข้าใจแจ่มแจ้ง ในฐานะเพื่อนสนิท เซียวเยว่รู้ดีว่าจงเสวี่ยเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ ขอแค่ใช้เวลาด้วยกันนานพอ ก็สนิทกันได้ไม่ยาก เพียงแต่คนทั่วไปมักถูกท่าทีเย็นชาของจงเสวี่ยทำเอากลัวไปเสียก่อน
“กินข้าวหรือยัง มากินด้วยกันหน่อยสิ”
เซียวเยว่เป็นคนเปิดเผยกว่าจงเสวี่ยมาก ตอนนี้ทั้งคู่ไล่ล่าบอสกันมาตั้งนาน ถึงเวลาอาหารพอดี
“เอ่อ...”
ลู่เฉินไม่รู้ว่าเซียวเยว่พูดตามมารยาทหรือชวนจากใจจริง แต่ถ้าเป็นนักปรุงอาหารล่ะก็...
ลู่เฉินเหลือบมองอุ้งตีนหมีในกระเป๋า แล้วเหมือนจะคิดอะไรออก
อีกด้านหนึ่ง เซียวเยว่หยิบหม้อ ไห และเครื่องครัวออกมาจากกระเป๋าแล้ว ถึงขั้นมีเตาไฟมาด้วย ทำเอาฝานจิ่งตาโต นี่ก็ได้ด้วยเหรอ?
นักปรุงอาหารกล้าออกนอกเมืองมาสู้กับบอส แถมยังทำอาหารกลางแจ้งอีก?
ข้าวของพวกนี้คงราคาไม่น้อยเลย!
เซียวเยว่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร ส่วนจงเสวี่ยนั่งเงียบ ๆ บนตอไม้แห้ง กระโปรงยาวสีขาวพลิ้วไหวตามสายลมเล็กน้อย ผมยาวสลวยทิ้งตัวลงด้านหลัง งดงามอย่างยิ่ง
ลู่เฉินมองจนเหม่อไปชั่วขณะ แล้วก็เห็นมือเรียวขาวคู่หนึ่งโบกไปมาตรงหน้า เป็นฝานจิ่งนั่นเอง
“สวยไหม?”
“สวย...หา? ฉันไม่ได้มองสักหน่อย”
“ชิ”
“ผู้ชายเฮงซวย”
ฝานจิ่งแค่นเสียงเย็นชา ไม่สนใจลู่เฉินอีก แล้วหันไปวิ่งหาจงเสวี่ย ก่อนจะขยับไปนั่งชิดข้าง ๆ และกระซิบอะไรบางอย่าง
จากนั้นลู่เฉินก็ได้เห็นสาวสวยสองคน จะว่าไปฝานจิ่งกับจงเสวี่ยก็ยากจะตัดสินว่าใครสวยกว่ากัน จงเสวี่ยมีบรรยากาศเย็นชา ส่วนฝานจิ่งร่าเริงน่ารักเหมือนน้องสาวข้างบ้าน ต่างคนต่างมีเสน่ห์คนละแบบ
