จงเสวี่ยคิดว่าตอนนี้เลเวลของลู่เฉินกับฝานจิ่งน่าจะอยู่ราว ๆ 13 หรืออาจต่ำกว่านั้นเล็กน้อย
เพราะมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนมีพลังชีวิตและพลังโจมตีสูงกว่ามอนสเตอร์ป่าด้านนอกเมืองหลักมาก แถมในดันเจี้ยนยังแน่นขนัด จะหาจุดเกิดมอนสเตอร์ดี ๆ สักจุดยังยาก
ก่อนหน้านี้จงเสวี่ยเองก็ไปเก็บเลเวลในถ้ำโครงกระดูกแค่ 2 วัน แล้วก็ย้ายไปถ้ำซอมบี้ทันที ไม่มีทางเลือก คนในถ้ำโครงกระดูกเยอะเกินไป
“พี่เสวี่ย พวกเราเพิ่งขึ้นเลเวล 15 เอง”
ฝานจิ่งเห็นจงเสวี่ยก็ยิ้มกว้าง รีบวิ่งตรงเข้าไปกอดจงเสวี่ยที่อยู่บนม้าโครงกระดูก จงเสวี่ยยกยิ้มมุมปาก เก็บม้าศึกโครงกระดูก แล้วลงมายืนบนพื้น
หญิงสาวทั้งสองกอดกัน ลู่เฉินเองก็ดีใจมาก ตั้งแต่รู้จักจงเสวี่ยมา เธอช่วยพวกเขาหลายครั้ง การได้พบกันที่นี่ถือเป็นวาสนา
คำตอบของฝานจิ่งทำให้จงเสวี่ยประหลาดใจ ขึ้นถึงเลเวล 15 กันแล้วเหรอ?
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา จงเสวี่ยเอาแต่ฟาร์มมอนสเตอร์ในถ้ำซอมบี้ จนเพิ่งขึ้นเลเวล 17 ได้ไม่นาน นึกไม่ถึงว่าลู่เฉินกับฝานจิ่งจะเลเวลขึ้นเร็วขนาดนี้เหมือนกัน
หมายความว่าสกิลที่ทั้งคู่ปลุกพลังขึ้นมาต้องดีมาก แถมพลังโจมตีก็ไม่ต่ำด้วย
จงเสวี่ยนึกถึงตำราสกิลภัยพิบัติอันเดดที่ดรอปจากบอสเมื่อหลายวันก่อน พอมีสกิลนี้อยู่ การเก็บเลเวลของทั้งสองคนจะเร็วขึ้นหน่อยก็ถือว่าปกติ
“พี่เสวี่ย จะกลับเมืองแล้วเหรอ?”
ฝานจิ่งเห็นจงเสวี่ยเดินออกมาจากส่วนลึกของดันเจี้ยน เธอกับลู่เฉินก็คิดจะกลับเมืองตอนนี้เหมือนกัน ถ้าจงเสวี่ยจะกลับด้วย พวกเขาก็ชวนไปด้วยกันได้
แต่ลู่เฉินกลับคิดต่างออกไป ก่อนหน้านี้จงเสวี่ยกลับเมืองด้วยม้วนคัมภีร์กลับเมืองมาตลอด ตอนนี้เธอขี่ม้าอยู่ แสดงว่าน่าจะมีธุระอย่างอื่น
