ลู่เฉินตกตะลึงกับความร่ำรวยมือเติบของจงเสวี่ย แต่หลังจากคุณสมบัติของมอนสเตอร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในตอนกลางคืน ความเร็วในการจัดการมอนสเตอร์ของจงเสวี่ยก็ช้าลงไม่น้อย
ระหว่างพายุหมุน 3 ลูกกับ 2 ลูกนั้นแตกต่างกันไม่ใช่แค่เรื่องสกิลเท่านั้น ในช่วงที่จงเสวี่ยเว้นจังหวะปล่อยสกิล พยัคฆ์คำรามฟ้าจะโจมตีเธอไม่หยุด ถึงเธอจะฮีลตัวเองได้ แต่ตัวเลขความเสียหายที่เด้งขึ้นมาก็ทำให้ลู่เฉินใจหายอยู่ดี
โดนทีละ 30 หน่วย 10 ครั้งก็เท่ากับ 300 หน่วย จงเสวี่ยเป็นอาชีพสายเวท ปกติแล้วพลังชีวิตก็มีไม่มากอยู่แล้ว…
เอ๊ะ ไม่สิ จงเสวี่ยคงกินผลเพิ่มความทนทานครบ 100 ผลแล้วล่ะมั้ง พลังชีวิตเธอน่าจะมากกว่าลู่เฉินเสียอีก
งั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว
อย่างไรก็ดี ความเร็วในการจัดการมอนสเตอร์ของจงเสวี่ยก็ช้าลงอยู่ดี หลังจากสู้ต่อไปอีกเกือบ 2 ชั่วโมง แสงสีขาวก็วาบขึ้นทั่วร่างฝานจิ่ง เขาเลื่อนถึงเลเวล 8 ก่อนเป็นคนแรก
จากนั้นจงเสวี่ยก็จัดการพยัคฆ์คำรามฟ้าไปอีกฝูง ลู่เฉินเองก็เลื่อนถึงเลเวล 8 ด้วย
หลังเลเวลอัป ลู่เฉินก็เปิดหน้าต่างสถานะทันที แต่น่าเสียดายที่ช่องสกิลไม่มีสกิลใหม่เพิ่มเข้ามา ดูท่าคงต้องรอถึงเลเวล 10 ถึงจะได้สกิลใหม่
“เอาละ กลับเมืองกันเถอะ”
ตอนนี้ก็ดึกแล้ว แถมทั้งสามคนยังไม่ได้กินข้าวกันเลย
“กลับเมือง ๆ”
“จงเสวี่ย ขอบคุณที่พาพวกเรามาเก็บเลเวลนะ”
ลู่เฉินเอ่ยขอบคุณ
“ไม่เป็นไร แค่ช่วยนิดหน่อย ฉันเองก็ได้ค่าประสบการณ์เหมือนกัน”
