ฉู่เสียนถามว่า “ยาที่หม่าเฉียนต้มไว้เมื่อคืน ยังเหลืออยู่หรือไม่”
ชุนหยาตอบอย่างรีบร้อนว่า “ยังอยู่เพคะ บ่าวไม่กล้าทิ้ง”
ฉู่เสียนพยักหน้า ก่อนมองหมอหลวง “หากเจ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องกลัว เรื่องนี้ข้าจะกราบทูลองค์รัชทายาท ผู้ใดก่อกรรมไว้ก็ต้องรับผลของตน”
บัดนี้นางเพิ่งคลอดบุตร ก็มีคนคิดปองร้ายแล้ว ที่จริงนางสงสัยว่าเป็นฝีมือของไท่จื่อเฟย
แต่เรื่องเช่นนี้ร้ายแรงยิ่งนัก
นางไม่อาจด่วนสรุปได้ตามใจ
และนางก็ไม่อาจสืบสวนไท่จื่อเฟยด้วยตนเอง
“ก่อนองค์รัชทายาทจะมีรับสั่ง พวกเจ้าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด” ฉู่เสียนกำชับอย่างเคร่งขรึมอีกครั้ง
……
ไม่นานนัก
บ่าวไพร่จากเรือนชั้นในก็ไปยังห้องทรงพระอักษร
ทว่าเวลานั้นองค์รัชทายาทกำลังหารือเรื่องต่าง ๆ กับเหล่าองค์ชาย จึงยังไม่ได้รับทราบข่าวในทันที
กระทั่งองค์ชายหกกับคนอื่น ๆ หารือกับองค์รัชทายาทเสร็จ หลี่ไห่จึงกราบทูลเรื่องของฉู่เสียน
สีหน้าเซียวเสวียนจิ่งพลันมืดครึ้มลง
หลี่ไห่ใจหายวาบ รู้ทันทีว่าองค์รัชทายาทกริ้วแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น
หลี่ไห่ก็ถือรับสั่งขององค์รัชทายาท มุ่งหน้าไปยังกองคุมอาญาวังหลวงอย่างเร่งด่วน
“พี่ห้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ เหตุใดสีหน้าถึงได้ย่ำแย่เช่นนี้”
องค์ชายหกเพิ่งออกจากประตูมาได้ไม่นาน มือหนึ่งกอดม้วนตำราไว้ เมื่อเห็นสีหน้าขององค์รัชทายาทไม่สู้ดี เขาก็ชะโงกหน้าเหลือบมองบ่าวที่วิ่งห่างออกไป
เซียวเสวียนจิ่งชะงัก ดวงตาหงส์เรียวยาวเงยขึ้น ความคิดที่ล่องลอยอยู่พลันถูกดึงกลับมา มือซ้ายที่ลูบคลำแหวนหยกหยุดลง “ไม่มีอะไร มีเรื่องเล็กน้อย” เขามองตำราในอ้อมแขนอีกฝ่าย “เจ้ากำลังจะกลับวังหรือ”
องค์ชายหกยิ้ม “ใช่แล้ว สิ้นปีนี้ข้าจะแต่งงาน เสด็จแม่จึงให้ข้ากลับไปลองชุดแต่งงานในอีกสองวันนี้” กล่าวจบก็พลันนึกขึ้นได้ “อ้อ ดูความจำข้าสิ เกือบลืมไปว่าอนุในเรือนชั้นในของพี่ห้าคลอดบุตรแล้ว ยินดีด้วย ข้าได้ยินว่าเป็นพระนัดดาชาย”
