เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางกลับยิ้มบาง ๆ “ฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้บอบบางถึงเพียงนั้น เพียงไอเล็กน้อย ยังไม่ถึงกับเป็นหวัดหรอก อีกไม่กี่วันก็หายแล้วเพคะ”
เซียวเสวียนจิ่งไม่เห็นด้วย “เมื่อครั้งเจ้ายังเด็กอยู่ที่สกุลเสิ่น ก็เป็นเช่นนี้ อากาศหนาวเมื่อใดก็ไอเมื่อนั้น แต่กลับไม่ใส่ใจเสียที เหมือนเด็กไม่รู้จักโต” กล่าวจบก็สั่งนางกำนัลให้นำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาคลุมให้นาง
เสิ่นเหลียงเยวี่ยนยิ้มหวาน ก่อนมองเขาด้วยแววตาตำหนิ “ไหนเลยจะเป็นเช่นนั้น ฝ่าบาททรงตื่นตูมเกินไปแล้ว เพียงอาการเล็กน้อยเท่านั้นเพคะ”
“ตื่นตูมอะไรกัน อาการของเจ้านี้หากไม่ระวังในฤดูหนาวก็จะกำเริบ” องค์รัชทายาทกุมมือนางไว้
เสิ่นเหลียงเยวี่ยนจึงได้แต่เอ่ยขอโทษ พร้อมจับมือองค์รัชทายาทรับปากว่าจะไม่เป็นเช่นนี้อีก
จากนั้นเซียวเสวียนจิ่งก็อยู่เป็นเพื่อนสกุลเสิ่น รับประทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างอ่อนโยน ทั้งยังพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นเหลียงเยวี่ยนจึงเอ่ยขึ้นว่าใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว นางอยากให้คนในครอบครัวเข้าวังมาพบหน้า
ดวงตาหงส์เรียวยาวของเซียวเสวียนจิ่งหลุบลงเล็กน้อย เขาหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจิบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนตอบรับเสียงหนึ่ง “อยากพบก็พบเถิด”
เสิ่นเหลียงเยวี่ยนเห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้ม
หลังจากนั้นทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง
จนกระทั่งขันทีเข้ามาเร่งให้ไปว่าราชการ องค์รัชทายาทจึงกำชับให้อีกฝ่ายดูแลสุขภาพ ก่อนจะจากไป
“เหนียงเหนียง บัดนี้ดูแล้ว ต่อให้ฉู่ซื่อมีครรภ์ก็ไร้ประโยชน์ นางแย่งความโปรดปรานของท่านไปไม่ได้เลย ไท่จื่อเฟยคงคาดการณ์ผิดเสียแล้ว”
ตงเสวี่ยมองแผ่นหลังขององค์รัชทายาทที่กำลังจากไป พลางยิ้มกล่าว
ฉู่เสียนเข้าวังมาเมื่อสองปีก่อน
