ส่วนองค์รัชทายาทนั้น แม้จะสดับฟัง “วาจาหวานหู” ของอีกฝ่าย ก็ยังคงสงบนิ่งตลอดเวลา
บางทีอาจเป็นเพราะคนเบื้องล่างพูดคำเช่นนี้กันมากจนฟังจนชินชา จึงไม่รู้สึกอะไรแล้ว
“องค์รัชทายาท วันคล้ายวันประสูติของไทเฮาในฤดูร้อนปีหน้า ต้องเตรียมสิ่งใดไว้หรือไม่เพคะ?”
ฉู่เสียนชวนคุยเรื่อยเปื่อย พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
เซียวเสวียนจิ่งปรายตามองนาง
“นับว่ายังดีที่เจ้าจำวันคล้ายวันประสูติของไทเฮาได้”
ฉู่เสียนยิ้ม “ย่อมเป็นเช่นนั้น วันสำคัญเพียงนี้จะลืมได้อย่างไรเพคะ”
เซียวเสวียนจิ่งกล่าวเสียงเรียบ
“สนมตำแหน่งต่ำอย่างพวกเจ้าไม่ต้องเตรียมของเป็นพิเศษ เพียงมอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พอ ไทเฮาเป็นผู้อาวุโส ของสิ่งใดล้วนเคยทอดพระเนตรมาแล้ว”
ของดีที่สุดในวังย่อมต้องถวายไทเฮา
ส่วนของดีที่เหล่าสนมเรียกขานกันนั้น ในสายพระเนตรของไทเฮาแล้วหาได้มีค่าไม่
ฉู่เสียนขานรับ “กำไล ต่างหู หรือเครื่องประดับเหล่านี้ได้หรือไม่เพคะ?”
เซียวเสวียนจิ่งไม่ตอบ
นั่นแปลว่าไม่คัดค้าน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉู่เสียนก็หยิบส้มบนโต๊ะขึ้นมาปอกเปลือก แล้วกัดกินคำหนึ่งตามสบาย
ทว่ายังกินไม่หมด จู่ ๆ นางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงชะงักไป
“อ้อ ถ้าเช่นนั้นคัดพระสูตรสักหลายสิบม้วนถวายก็ดีเหมือนกัน หม่อมฉันได้ยินมาว่าไทเฮาทรงโปรดการสักการะพระพุทธเจ้า ถวายสิ่งนี้จะดีกว่าหรือไม่เพคะ?”
