ถึงกับไม่มีผู้ใดได้สติเอ่ยปากอยู่นาน
บรรยากาศเงียบงันชวนพิกลถึงขีดสุด
ท้ายที่สุด หลังผ่านไปเนิ่นนาน ฉู่เสียนก็สะดุ้งเล็กน้อย ได้สติขึ้นมาก่อนใคร นางลองถามหยั่งเชิงว่า “ขันที เรื่องนี้มีตรงไหนผิดพลาดหรือไม่?”
ขันทีผู้นั้นชะงักไป
“ข้าเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษ ฝ่าบาทจะเลื่อนตำแหน่งให้ข้าได้อย่างไร?” แม้ฉู่เสียนจะอยากได้เลื่อนตำแหน่ง อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่นางมิใช่คนโง่เขลา
พระบัญชาที่ให้จับคนตระกูลฉู่เข้าคุกนั้น ฮ่องเต้เป็นผู้ตรัสด้วยพระองค์เอง แล้วจะเลื่อนตำแหน่งให้นางได้อย่างไร?
ฮ่องเต้ไม่สั่งประหารนางก็นับว่าดีแล้ว
ขันทียิ้มพลางส่ายหน้า ก่อนยื่นราชโองการสีเหลืองอร่ามใส่มือนาง
“ฉู่เฟิ่งอี๋...ไม่สิ ต่อไปต้องเรียกว่าพระสนมฉู่เจาฝวิ่นแล้ว ครานี้ฝ่าบาททรงเห็นว่าพระองค์ลำบากยากเข็ญกว่าจะให้กำเนิดโอรสแก่องค์รัชทายาท จึงทรงเมตตาเป็นพิเศษ ตัดสินพระทัยเลื่อนตำแหน่งให้พระองค์เป็นเจาฝวิ่นพ่ะย่ะค่ะ”
“พระองค์ไม่ต้องสงสัย นี่เป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่เสียนชะงักไปอีกครั้ง
นางรับราชโองการมา ก้มหน้ากวาดตาอ่านทันที
ทว่ายังอ่านไม่จบ ฟางเจาฝวิ่นที่อยู่ด้านข้างก็สาวเท้าเข้ามาราวกับคนเสียสติ ก่อนแย่งราชโองการไปในคราวเดียว
“เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าบอกว่าฉู่เฟิ่งอี๋ได้เลื่อนตำแหน่งหรือ?”
“นี่ต้องเป็นราชโองการปลอมแน่ จะเลื่อนตำแหน่งได้อย่างไร? ครอบครัวนางถูกจับเข้าคุกแล้ว! ไม่ เรื่องนี้ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ฝ่าบาทจะ...”
“บังอาจ เจ้ากล้าล่วงเกินเบื้องสูงหรือ?”
ขันทีผู้มาส่งข่าวพลันสีหน้าเคร่งขรึมลง
