ทว่าเมื่อภายในลานเงียบสงบลงอย่างแท้จริง
ทางด้านเซียวเสวียนจิ่งก็กลับเข้าไปในห้องด้านในทันที แล้วไปอยู่ข้างกายฉู่เสียน เขามองเส้นผมที่ปล่อยสยายของนาง
ครั้นบรรยากาศสงบลง จึงมีเวลาพินิจใบหน้าของนางอย่างละเอียด
“รู้สึกไม่สบายตรงไหนจริงหรือไม่?”
ฉู่เสียนชะงักไป ก่อนจะหลุดหัวเราะ “ไม่มีจริง ๆ เพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะกล้าโกหกหรือ?” นางกล่าวต่อว่า “เมื่อวานหมอหลวงมาตรวจถึงสองครั้ง บอกว่าต้องพักฟื้นหลังคลอด ดื่มยาเสียหน่อยก็พอ ส่วนเรื่องลุกเดิน อีกสักวันสองวัน หากหม่อมฉันไม่รู้สึกเจ็บข้างล่างจนทนไม่ไหว ก็เดินเล่นได้ทุกเมื่อ”
แววตาของเซียวเสวียนจิ่งไหววูบ สีหน้าที่มองนางพลันซับซ้อนขึ้น ครู่ใหญ่จึงเอ่ยว่า “ไท่จื่อเฟย…” เขาพูดพลางคล้ายลังเลอยู่บ้าง
ฉู่เสียนชะงักไป
แต่ไม่นานเซียวเสวียนจิ่งก็กลืนคำพูดกลับลงไป “ไม่มีอะไร เจ้าหิวหรือไม่? เราจะให้คนไปจัดสำรับ”
แววตาฉู่เสียนพลันฉายประกายหม่นวูบหนึ่ง ทว่านางก็ยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “ยังไม่หิวเพคะ อีกสักคร่อยค่อยกินก็ได้ ฝ่าบาทต่างหาก อยากทอดพระเนตรลูกหรือไม่เพคะ? หม่อมฉันให้แม่นมอุ้มลูกมาได้”
เมื่อเอ่ยถึงลูก สีหน้าเคร่งขรึมของเซียวเสวียนจิ่งก็อ่อนโยนลงในบัดดล
ไม่กี่นาทีต่อมา
ทารกน้อยที่เพิ่งกินนมและกำลังถูกตบหลังให้เรอ ก็ถูกแม่นมอุ้มมาส่งให้บิดามารดา
สองวันก่อนเซียวเสวียนจิ่งยังอุ้มลูกไม่ค่อยคล่องนัก แต่วันนี้กลับอุ้มได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
เขาใช้มือข้างหนึ่งประคองท้ายทอยทารก อีกข้างโอบลำตัวไว้อย่างคล่องแคล่ว
เจ้าตัวน้อยที่เพิ่งกินนมเสร็จก็ไม่งอแง
