ครึ่งเดือนต่อมา ข้าววิญญาณบนที่นา 5 หมู่ก็สุกงอมเต็มที่
ช่วงหลายวันนั้นกัวเสียงเอาแต่หมกตัวอยู่ในนา รวงข้าวหนักอึ้งขึ้นทุกวัน จนท้ายที่สุดก็โน้มลง
เขาเด็ดเมล็ดหนึ่งมาใส่ปาก ลองเคี้ยวดู
ข้าววิญญาณนี้ยังหอมเหมือนเดิม!
กัวเสียงเกี่ยวข้าวอยู่คนเดียวถึง 3 วัน กองข้าววิญญาณเล็ก ๆ ก็ก่อตัวเป็นภูเขาอยู่กลางลานบ้าน
เมล็ดข้าวเรียวยาว สีเขียวอมขาว สะท้อนประกายมันวาวจาง ๆ ใต้แสงตะวัน
หลังเก็บเกี่ยวเสร็จ กัวเสียงก็ตรงไปหาเฉิงว่านทันที
เฉิงว่านกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ในลาน พอเห็นเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย “มีเรื่องอะไร?”
“ศิษย์พี่เฉิง”
กัวเสียงแสร้งทำสีหน้าตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ “ข้าววิญญาณของข้าสุกแล้ว!”
สีหน้าของเฉิงว่านเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาจ้องกัวเสียงอยู่สองอึดใจ มุมปากกระตุก ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน “อะไรนะ ข้าววิญญาณของเจ้าสุกแล้วหรือ?”
“ขอรับ”
“เก่งมาก เจ้าหนุ่ม!”
เฉิงว่านพยักหน้าอย่างเมตตา แล้วกล่าวอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง “พรสวรรค์ของเจ้าไม่เอาไหน แต่โชคกลับดีไม่น้อย! เส้นชีพจรวิญญาณใต้ดินถึงกับไหลไปยังนาของเจ้าทั้ง 5 หมู่!”
กัวเสียงยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบอะไร
เฉิงว่านไม่คิดจะสนทนากับศิษย์รับใช้ จึงกลับเข้าไปหยิบถุงผ้าใบเล็ก แล้วติดตามกัวเสียงไปยังที่พัก
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูเรือน เขาก็ชะงัก ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา “...ไม่เลว ข้าวส่งภารกิจ 4,000 จิน”
ขณะพูด เฉิงว่านก็คลี่ปากถุงผ้าออก
ไม่เห็นว่าเขาทำอะไร กองข้าววิญญาณก็ขยับขึ้นเอง เมล็ดข้าวทยอยลอยเข้าไปในถุงทีละสาย
