หนึ่งเดือนต่อมา ข่าวลือบางอย่างเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วหุบเขา
กัวเสียงได้ยินคนพูดกันว่าแคว้นเซวียนกับแคว้นเฉินเปิดศึกกันแล้ว สำนักบำเพ็ญเซียนของทั้งสองแคว้นล้วนถูกดึงเข้าไปพัวพัน สำนักหลิงเต้าเองก็ส่งศิษย์ไปสนับสนุน
ตอนนั้นเขาฟังแล้วใจหายวาบ ก่อนจะโล่งอกในเวลาต่อมา
ศิษย์รับใช้ที่ทำงานเพาะปลูกล้วนมีระดับการบำเพ็ญต่ำ สำนักย่อมไม่ส่งพวกเขาไปเป็นเหยื่อปืนใหญ่แน่
กัวเสียงเองก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร คุณสมบัติด้อยกลับกลายเป็นเรื่องดีไปเสียได้
ทว่าสองเดือนต่อมา บรรยากาศภายในสำนักกลับยิ่งผิดปกติขึ้นทุกที
เริ่มจากมีคนหามศิษย์หลายคนที่ร่างกายพันด้วยผ้าเปื้อนเลือดกลับมาจากนอกสำนัก หลังจากนั้นคนที่ออกไปร่วมรบก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคนที่กลับมากลับน้อยลงทุกที
บางคนบอกว่าในสิบคนที่ไป มีถึงแปดคนที่ไม่ได้กลับมา บ้างก็ว่าคนที่กลับมาล้วนบาดเจ็บหรือพิการ สู้ไม่กลับมายังจะดีกว่า
ตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ สำนักก็จะส่งคนออกนอกเขาวันละชุด
ผู้คนทั่วสำนักหลิงเต้าต่างขวัญผวา ความกระวนกระวายนี้แพร่ไปถึงเขตเพาะปลูกข้าววิญญาณด้วย เพียงแต่คนที่ตื่นตระหนกกลับเป็นพวกบนยอดเขา
ศิษย์รับใช้บนยอดเขาล้วนมีระดับการบำเพ็ญตั้งแต่ขั้นฝึกลมปราณชั้นสามขึ้นไป นับว่าเป็นกำลังที่พอจะนำออกมาใช้งานได้
เมื่อได้ยินว่าจะส่งรายชื่อผู้สนับสนุนลงมา พวกเขาก็มักจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน
ส่วนคนที่เชิงเขาไม่มีใครตื่นตระหนก ทุกคนเข้าใจดีว่าแนวหน้าต้องการคนที่สู้รบได้ ไม่ใช่คนที่เพาะปลูกเก่ง
ช่วงนี้แม้กัวเสียงจะห่วงใยสถานการณ์สงครามอยู่บ้าง แต่ก็ยังทุ่มเทแรงกายแรงใจให้การบำเพ็ญ เขาไม่เพียงเรียนรู้วิชาถอนพิษสำเร็จ ยังอาศัยรอยประทับจันทร์เสี้ยวเสริมพลังเป็นครั้งที่สองด้วย
