กัวเสียงมองเหล่าศิษย์รับใช้รอบข้างอย่างเงียบงัน
คนที่ยืนอยู่แถวหน้าหลายคนนั้นล้วนอยู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นสาม แต่ละคนมีสีหน้าซีดเผือด
พวกที่อยู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นสองก็มีสีหน้าไม่สู้ดี ต่างก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครพูดอะไร ในใจล้วนคิดเช่นเดียวกันว่า คราวนี้ถึงคราวคนขั้นฝึกลมปราณชั้นสามแล้ว แล้วคราวหน้าจะเป็นใคร?
ส่วนคนที่อยู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นหนึ่งกลับยังพอสงบใจได้ ทว่าไม่มีใครแสดงท่าทีลำพอง
คนสิบกว่าคนจับกลุ่มกัน กระซิบคุยอยู่สองสามประโยคแล้วก็แยกย้าย
ทุกคนรู้ดีว่าแปลงนาวิญญาณบนไหล่เขากว่าสองร้อยหมู่เก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง แต่พวกเขายังดูแลแปลงห้าหมู่หน้าลานเรือนของตนเองแทบไม่ไหว แล้วจะมีเรี่ยวแรงไปปลูกเพิ่มอีกหลายหมู่ได้อย่างไร?
“ไปกันเถอะ”
ใครคนหนึ่งถอนหายใจ แล้วเดินนำออกไป กัวเสียงก็กลับที่พักตามไปด้วย
วันรุ่งขึ้น เขาคอยสังเกตอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพบว่าศิษย์ขั้นฝึกลมปราณชั้นสองขึ้นไปบนยอดเขากันหมด ส่วนศิษย์ขั้นฝึกลมปราณชั้นหนึ่งกลับไม่ได้ไปที่ไหล่เขา ทุกคนอยู่กันอย่างว่าง่ายที่ตีนเขา
หรือว่า... แปลงนาวิญญาณกว่าสองร้อยหมู่บนไหล่เขาจะยกให้เขาคนเดียว?
กัวเสียงกลืนน้ำลาย
หากไม่มีใครไปปลูกจริง ๆ เขาก็ใช่ว่าจะทนเหนื่อยเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้
นั่นตั้งสองร้อยกว่าหมู่เชียวนะ แถมยังเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง หากรวมวิชาพลิกเมฆาของเขาเข้าไปด้วย เกรงว่าคงเก็บเกี่ยวได้มากกว่านั้น ถึงตอนนั้นข้าววิญญาณระดับกลางที่เก็บได้ในหนึ่งปีจะมีสักเท่าไร!
กัวเสียงใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น เขารีบนำข้าววิญญาณที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จเข้าไปในนครชิงหยางอีกครั้ง
เด็กหนุ่มพนักงานของหอรวมสมบัติเห็นชายชราสวมอาภรณ์ดำและหมวกคลุมหน้าปรากฏตัวอีกครั้ง ก็รีบยิ้มแย้มเข้าไปต้อนรับ พร้อมผายมือเชื้อเชิญ “เชิญแขกผู้มีเกียรติขึ้นชั้นบนขอรับ!”
