“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...”
หวังเมิ่งเหวินฟังคำอธิบายของกัวเสียงจบแล้วตรวจสอบร่างกาย เมื่อเห็นว่าทะเลปราณภายในยังสมบูรณ์ดีไร้ความเสียหาย นางก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้
“นับว่าโชคดีจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะคนกลุ่มนั้นโผล่มาก่อกวนสถานการณ์กะทันหัน คืนนี้ศิษย์พี่กับศิษย์น้องอย่างเราสองคนคงต้องมาตายที่ภูเขาเยี่ยนโหลวเป็นแน่”
แต่ครู่ต่อมา แววตาของนางพลันเย็นเยียบ “เดี๋ยวก่อน เจ้าบอกว่ามีผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานแปลกหน้าหลายคนปรากฏตัวที่ภูเขาเยี่ยนโหลวหรือ?”
“ใช่ขอรับ”
กัวเสียงพยักหน้า แสร้งทำท่าฉงน “ข้าเห็นชุดนักพรตของพวกเขาไม่เหมือนของสำนักอื่น ๆ เลย ไม่รู้ว่าโผล่มาจากที่ใด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเมิ่งเหวินก็ไม่อาจนั่งนิ่งได้อีก นางลุกขึ้นทันที เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ศิษย์น้องกัว แคว้นเซวียนกับแคว้นเฉินเพิ่งหยุดศึกกันได้ไม่ถึงปี เกรงว่าผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานกลุ่มนี้จะลอบข้ามแดนมาจากแคว้นเฉิน”
“เป้าหมายของพวกเขาคงไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสามตัวเดียวแน่ เบื้องหลังต้องมีแผนการร้ายที่มุ่งเล่นงานโลกบำเพ็ญเซียนของแคว้นเซวียนอยู่เป็นแน่!”
เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของโลกบำเพ็ญเซียนทั้งแคว้นเซวียน นางต้องรีบกลับสำนักไปแจ้งเตือนโดยด่วน!
“ศิษย์น้องกัว จากที่นี่ไปสำนักยังมีระยะทางอีกพันลี้ จะชักช้าไม่ได้แล้ว!”
หวังเมิ่งเหวินตัดสินใจเด็ดขาด ล้วงโอสถสองเม็ดออกจากถุงเก็บของแล้วกลืนลงไป ก่อนนั่งขัดสมาธิหลับตาปรับลมหายใจอยู่กับที่เป็นเวลาสองชั่วยามเต็ม เมื่อนางสะบัดแขนเสื้อ เรือวิญญาณลำนั้นก็ปรากฏขึ้น
