“เจ้าจะยอมแพ้หรือ?”
ศิษย์พี่หญิงใหญ่กำลังนั่งอยู่บนศิลาเขียว มองกัวเสียง เมื่อเห็นเขามีสีหน้าละอายใจ จู่ ๆ นางก็ยิ้มออกมา “เจ้าไม่สังเกตหรือว่า ช่วงหลายวันนี้เจ้าพัฒนาขึ้นแล้ว”
กัวเสียงชะงักไป
เหตุใดเขาถึงไม่รู้สึกว่าตนพัฒนาขึ้นเลย? จริงหรือเท็จกันแน่? ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไม่ได้ปลอบเขาเล่นหรอกกระมัง?
ที่จริง ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ในใจศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็เคยหวั่นไหว
แต่ช่วงหลายวันนี้ ไม่รู้ว่ากัวเสียงได้ยินคำพูดไร้สาระในสำนักมาหรือไม่ ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนยอดเขา เขามักมองนางด้วยสีหน้าละอายใจ กลับทำให้นางยิ่งตัดสินใจแน่วแน่
ด้วยพรสวรรค์จากรากวิญญาณปะปนห้าธาตุของศิษย์น้องผู้นี้ ต่อให้เรียนรู้วิชากระบี่หลิงเซียวได้จริง ตอนสำแดงออกมาก็ใช่ว่าจะมีอานุภาพสักเท่าไร
แล้วอย่างไรเล่า? นางเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสายนอก
ศิษย์สายนอกมีหลายร้อยคน พรสวรรค์สูงต่ำแตกต่างกัน คนที่แย่ที่สุดก็คือคนที่นางกำลังสั่งสอนอยู่ตรงหน้า
นางจะทอดทิ้งคนที่แย่ที่สุดไว้โดยไม่สนใจไม่ได้ ยิ่งไม่อาจยอมแพ้กลางคัน
“เอาละ เลิกคิดเรื่องไร้สาระเสีย แล้วฝึกต่อ!”
ที่จริงกัวเสียงอยากบอกว่าเปลี่ยนไปฝึกวิชากระบี่หงเยว่ไม่ดีกว่าหรือ วิชากระบี่หงเยว่เข้าใจง่าย บางทีเขาอาจฝึกออกมาได้เป็นรูปเป็นร่าง แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับเป็น “ขอรับ!”
หนึ่งเดือนต่อมา เขาก็ทะลวงสู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นสาม
อีกหนึ่งเดือนให้หลัง กัวเสียงก็สามารถร่ายกระบวนท่าทั้งห้าได้ต่อเนื่องในคราวเดียว
ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยิ่งมั่นใจในความคิดของตน จึงตั้งใจสั่งสอนเขามากขึ้นทุกวัน
อีกสองเดือนต่อมา กัวเสียงก็ร้อยกระบวนท่าทั้งสามสิบหกเข้าด้วยกันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
