หมู่บ้านผาเขียวมีประชากรไม่ถึงสองถึงสามร้อยคน
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุที่อยู่เฝ้าบ้าน
คนหนุ่มสาวแทบทั้งหมดออกไปทำงานและใช้ชีวิตในเมือง จะกลับมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่บ้านก็เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น
ถ้าไม่มีผู้ใหญ่เหลืออยู่ ก็ไม่กลับมาอีกแล้ว
เมื่อผู้สูงอายุจากไปทีละคนสองคน หมู่บ้านผาเขียวก็ยิ่งเงียบเหงาลงทุกวัน
แต่วันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด หมู่บ้านผาเขียวก็ครึกครื้นเป็นพิเศษ
ที่จริงตั้งแต่เมื่อคืน ชาวบ้านในหมู่บ้านผาเขียวก็ได้ยินเสียงปืนดังรัวต่อเนื่อง ผู้สูงอายุหลายคนแทบไม่ได้นอนทั้งคืน พอเช้าตรู่ก็ลุกขึ้นมาแล้ว
บางคนถึงกับลุกขึ้นกลางดึก ไปยืนมองไปทางชายแดนจากจุดที่สูงที่สุดในหมู่บ้าน
ในฐานะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชายแดนที่สุดในมณฑลไห่หยวน ที่นี่มีทหารชายแดนลาดตระเวนอยู่เป็นประจำ และการต่อสู้เพื่อปราบปรามอาชญากรรมต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
เสียงปืนจากแนวชายแดน พวกเขาได้ยินจนชินแล้ว
ผู้สูงอายุผ่านอะไรมาเยอะ บางคนที่เป็นผู้ใหญ่ของหมู่บ้านยังเคยเข้าร่วมสงครามด้วยตัวเอง
ความเข้าใจที่พวกเขามีต่อแนวชายแดนเส้นนี้ ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศ ตลอดจนความภาคภูมิใจและเกียรติภูมิของชาติในใจ ล้วนเหนือกว่าคนหนุ่มสาวยุคนี้มากนัก
ใช้ชีวิตมาจนถึงวัยนี้แล้ว มีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น ต่อให้มีศพวางอยู่ตรงหน้าเป็นกอง ผู้สูงอายุก็ไม่หวาดกลัว
ที่หงเหวินฮั่นกับเส้าฉางชิงต้องนำศพทั้งหมดเข้ามาไว้ในหมู่บ้าน ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
อย่างไรเสีย รถยนต์จะเข้ามาได้ก็ต้องใช้ถนนบนภูเขาเส้นเดียวที่ผ่านหมู่บ้านผาเขียว จะให้แบกศพออกไปอย่างนั้นหรือ?
