โหยวฝูเพิ่งจะดึงสติกลับมาจากอารมณ์ดื่มด่ำระลอกแล้วระลอกเล่าก่อนหน้านี้ ก็ได้ยินลู่เยว่หลินเปรยพึมพำอย่างครุ่นคิดว่า
“ในที่สุดก็รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงพูดว่า *****”
โหยวฝู “…”
เธอทำหน้าเย็นชา ก่อนจู่ๆ ก็คว้าหมอนอิงฟาดลู่เยว่หลินไม่ยั้ง
แต่น่าเสียดายที่เรือนร่างยังอ่อนระทวยอยู่เลย แม้แต่แรงตีคนก็ยังไม่มี
ตอนนี้เธอนิ่มเหมือนพัฟฟ์ที่ชุ่มน้ำ
ลู่เยว่หลินก็ไม่หลบ ยิ้มกวนประสาท “ตีผมทำไม? ผมพูดผิดตรงไหน?”
โหยวฝู “คำนั้นหมายถึงอย่างที่นายว่าเหรอ! ไอ้คนไม่รู้หนังสือ!”
ลู่เยว่หลิน “ความหมายตรงตัวก็ควรเข้าใจแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?”
ถูกโหยวฝูด่าใส่ เขากลับยังงอนนิดๆ “ผมไม่รู้หนังสือตรงไหนกัน เยว่เป่าของคุณอย่างน้อยก็จบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งแบบจริงๆ จังๆ นะ”
โหยวฝูทำสีหน้าตกใจ “จริงเหรอ?”
เธอนึกว่าพวกคุณชายรวยๆ อย่างลู่เยว่หลินที่เอาแต่ดูสตรีมเมอร์สาวทุกวันจะจบแค่ระดับอาชีวะก็ดีแค่ไหนแล้ว
ถึงจะเรียนในสถาบันดีๆ ก็ต้องใช้เงินบริจาคตึกแน่ๆ
อืม ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
ลู่เยว่หลินเห็นสีหน้าเธอก็รู้ว่าสตรีมเมอร์ตัวน้อยกำลังดิสเครดิตเขาอยู่ในใจ “ผมสอบเข้านะ 600 กว่าคะแนน”
คะแนนเต็มของเอ็นทรานซ์เมือง S ก็แค่ 660 ลู่เยว่หลินนี่เป็นนักเรียนดีเด่นจริงๆ ด้วย
โหยวฝูทุบไหล่เขาแรงๆ “ฉันรับไม่ได้!”
ลู่เยว่หลินควรจะเป็นพวกเรียนห่วยต่างหาก
“ตีเสร็จยัง?” ลู่เยว่หลินห่อมือเล็กๆ ของเธอไว้ แล้วฉวยโอกาสดึงคนมานั่งบนตักให้เรียบร้อย “ตัวผมหนังหนาเนื้อหยาบ ระวังมือเจ็บ”
โหยวฝูยังฮึดฮัดอยู่ ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าพวกสูงศักดิ์มันน่าชังจริงๆ แม้แต่สมองอย่างลู่เยว่หลินยังอาศัยทรัพยากรการศึกษาที่เพาะบ่มมาตั้งแต่เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้
