เพื่อนของโจวเหยียนกำลังชื่นชมเทพบุตรน้อยน่ารักที่หาดูได้ยาก จู่ ๆ โจวเหยียนก็ถามขึ้นมาทำเอาอีกฝ่ายงงไปเลย: "หา? ลูกบ้านนายเหรอ?"
คนอื่น ๆ ข้างกายเขาต่างก็: "?" แล้วไงกลายเป็นของบ้านนายได้ล่ะ?
โจวเหยียนกวาดตามองพวกเขาอีกครั้ง: "เด็กน่ารักไหม?"
"นะ น่ารัก..."
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ถึงจะอยากประจบโจวเหยียนก็จริง แต่ก็รู้สึกว่าพื้นฐานความเป็นคนและมโนธรรมแล้ว ไม่ควรเอาลูกคนอื่นมาพูดว่าเป็นของตัวเองหรอก! ถึงเด็กจะน่ารักจริงก็เถอะ!
แม้แต่คนที่เมื่อกี้บ่นว่าตระกูลเฉินจัดใหญ่เกินเหตุก็เริ่มกลับมาทบทวนตัวเอง
นี่ไปเอาเด็กน้อยมาจากไหน ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้?
โจวเหยียนได้รับการตอบรับจากคนรอบข้างแล้ว ก็เริ่มจ้องมองโหยวฝูไม่วางตา ก่อนจะชมด้วยสีหน้าเรียบเฉย: "เบบี๋น่ารักจริงเชียว"
......
ไม่ว่าจะจริงใจหรือแกล้งทำ คนรอบข้างก็ต่างร่วมแสดงความยินดีและปรบมือ
โจวซวี่กลับดูแปลกแยกจากทุกคน
ราวกับถูกดึงออกมาจากบรรยากาศอันคึกคักนั้น เขายืนเหม่อมองแม่ลูกคู่นั้นที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
งดงามเหมือนกัน ทำให้เขารู้สึกดีใจเหมือนกัน และก็ทำให้เขารู้สึกผิดจนเจ็บปวดรวดร้าวใจเหมือนกัน
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
โหยวฝูคือลูกของอี่โหรว
โหยวฝูอายุหกขวบ
โหยวฝูเป็นลูกของเขากับอี่โหรว
โจวซวี่ตาแดงก่ำ
อี่โหรวคลอดลูกของพวกเขาตามลำพัง
ช่างยากลำบาก
ช่างแสนยากเย็นเหลือเกิน
"เหอะ"
เพราะไม่เคยได้ยินเสียงหัวเราะของโจวเหยียนมาก่อน ตอนแรกโจวซวี่จึงไม่รู้ตัวว่านี่คือเสียงหัวเราะของโจวเหยียน
เขาเห็นโจวเหยียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นก็รู้สึกถึงน้ำหนักเล็กน้อยบนหัวไหล่
"ยังจะยืนเซ่ออีก"
โจวเหยียนเก็บน้ำเสียงอ่อนโยนตอนพูดถึงโหยวฝูเมื่อครู่ไป "ตอนนั้นปกป้องเมียตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังไม่ไปเป็นที่พึ่งให้อีก"
ไม่ว่าทางตระกูลเฉินจะมีท่าทียังไง แม่ม่ายลูกกำพร้าที่จู่ ๆ ก็ได้อภิมหาตระกูลมาให้ความสำคัญก็ย่อมถูกคนซุบซิบนินทาอยู่ดี
