หนานอีเพิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติในยามนี้
คุณชายผู้นี้ดูเหมือนจะตกปลาอยู่ที่นี่มานานแล้ว และสถานที่นี้ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดที่นางถูกพ่อค้าวาณิชรังแกและถูกทหารฉีรังเกียจเมื่อครู่
เสียงโหวกเหวกโวยวายปานนั้น เขาไม่มีทางไม่ได้ยิน หากเขาเต็มใจช่วย คงลงมือไปนานแล้ว
ทุ่นตกปลาของเซี่ยเชวียซานขยับ เขากระตุกคันเบ็ดขึ้นทันที เห็นปลาตัวใหญ่กัดเบ็ดดิ้นกระแด่ว ๆ—นี่เป็นปลาตัวใหญ่ที่สุดที่เขาตกได้ในระยะนี้ สีหน้าผ่อนคลาย ยื่นมือออกไปหมายจะปลดปลาจากเบ็ด
หนานอีหันกลับไปมองทหารฉีที่กำลังไล่ตามมา ท่าเรือราบเรียบไร้สิ่งปกปิดและที่ซ่อน นางจนตรอกแล้ว ความหวังสุดท้ายได้แต่ฝากไว้กับบุรุษผู้นี้
นางแหงนหน้ามองเขาด้วยแววตาวิงวอน พยายามปลุกเร้าความสงสารของเขา
“คุณชาย ได้โปรดช่วยข้าด้วย”
เซี่ยเชวียซานก้มตาลงอย่างสงบ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าของหนานอี
เด็กสาวเสื้อผ้าขาดวิ่น ตัวเปื้อนเลือด มองแวบแรกก็มอมแมม ทว่าดวงตาคู่หนึ่งกลับสดใสอย่างน่าประหลาด เสื้อผ้าที่ปริขาดแนบกับผิวกาย ทรวดทรงที่เพิ่งเติบโตปรากฏให้เห็นรำไร ดั่งสัตว์เล็กที่เพิ่งจำแลงร่าง มีความงามอันงุนงงไร้เดียงสา ไม่แปลกที่ทหารฉีเหล่านั้นจะเกิดตัณหา
น่าเสียดายที่เซี่ยเชวียซานรังเกียจสตรีอ่อนแอไร้กระดูกเช่นนี้ที่สุด ในตาไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ยังคงทำในสิ่งที่ค้างอยู่ต่อไป ใส่ปลาของเขาลงข้อง
“ในเมื่อไม่คิดจะปรนนิบัติชาวฉี เช่นนั้นก็จบชีวิตตนเองเสียให้รู้แล้วกัน”
เซี่ยเชวียซานล้วงกริชเล่มหนึ่งออกจากแขนเสื้ออย่างไม่ยี่หระ โยนลงบนพื้น
หนานอีตะลึง จ้องกริชเล่มนั้น สมองตื้อไปชั่วขณะ บุรุษตรงหน้านิ่งเฉย ในตาของเขา นางมองไม่เห็นความเมตตาแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าระเกะระกะจากด้านหลังค่อย ๆ ใกล้เข้ามา นางรู้ว่าหนทางที่เลือกได้มีไม่มากแล้ว นางยื่นมือไปหยิบกริชอย่างตัวสั่นเทา ทว่ากลับไม่มีความกล้าพอจะกำมันไว้แน่น
“ยังกล้าวิ่งอีก รนหาที่ตายหรือ?”
มือของทหารฉีกดลงบนไหล่หนานอี หนานอีหมุนตัวฉับพลัน ทุ่มแรงทั้งร่างปักกริชลงบนแขนของทหารฉี
ทหารฉีร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เอามือกุมแขนถอยออกไปหลายก้าว
หนานอีกำกริชคืนมา หมุนตัวกระโจนลงแม่น้ำอย่างเด็ดเดี่ยว ปรากฏรอยเลือดสองสามสายลอยบนผิวน้ำ
ทหารฉีเดือดดาลอย่างยิ่ง “อีดอก! เร็วเข้า! ตามจับนางให้ข้า!”
การกระทำของเด็กสาวเกินความคาดหมายของเซี่ยเชวียซานไปเล็กน้อย ผืนน้ำที่กระเซ็นเป็นละอองขนาดใหญ่ในที่สุดก็ปลุกเร้าความสงสารของเขาขึ้นมาได้บ้าง
เซี่ยเชวียซานเงยหน้าขึ้น แสงสว่างสุดท้ายตกกระทบลงบนใบหน้าภายใต้งอบ รูปลักษณ์ปรากฏชัดเจนไร้สิ่งปกปิด เขามองทหารฉีที่เอะอะปากกล้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทหารฉีที่หลั่งไหลเข้ามาเห็นเซี่ยเชวียซานพลันชะงักค้าง ก่อนที่พวกมันจะอ้าปาก เซี่ยเชวียซานเปล่งคำหนึ่ง
“ไสหัวไป”
คำนี้หนักแน่นดั่งพันชั่ง กลับทำให้เหล่าทหารฉีพากันเตลิดหนี
หนานอีเกาะเรือกันสาดริมน้ำ โผล่ศีรษะจากแม่น้ำสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พอตั้งท่าจะดำกลับลงไปในน้ำอีกครั้ง กลับเห็นว่าทหารฉีริมแม่น้ำหนีไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงเซี่ยเชวียซานคนเดียว ก็พลันอึ้งงันไป
“พายเรือเป็นหรือไม่?”
เซี่ยเชวียซานมองหนานอีในน้ำ
หนานอีพยักหน้าอย่างตะลึงงัน
“พาข้าไปภูเขาหูกุ้ย”
เซี่ยเชวียซานถอดเสื้อคลุมหนังยาวบนตัวออก โยนไว้บนดาดฟ้าเรือกันสาด
——
เรือกันสาดแหวกร่องรอยน้ำยาวเหยียดบนแม่น้ำ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว บนเรือแขวนโคมไฟดวงหนึ่ง โคมกระดาษโคลงเคลงท่ามกลางพายุหิมะ แม้แต่แสงเทียนที่ตกกระทบใบหน้าผู้คนก็พลอยสั่นไหวตามไปด้วย
หนานอีกับเซี่ยเชวียซานนั่งตรงข้ามกัน หนานอีสวมเสื้อคลุมหนังยาวของเซี่ยเชวียซาน นั่งบนดาดฟ้าพายแจวอยู่ นางลอบชำเลืองมองเซี่ยเชวียซานซึ่งนั่งอยู่ในห้องโดยสารเรือเป็นครั้งคราว
เป็นคุณชายหนุ่มผู้หนึ่ง นุ่งชุดยาวคอกลมสีดำ คาดเข็มขัดหยกกว้าง บนเข็มขัดหยกห้อยถุงหอมสีเข้มปักลายปลาบินและเมฆมงคล ไม่ใช่การแต่งกายที่หรูหราโอ่อ่าอะไร ทว่าทั่วร่างกลับเปี่ยมด้วยกลิ่นอายผู้ดี ชัดเจนว่าเป็นผู้มีหน้าตาอ่อนโยนดุจหยก แท้จริงกลับมีสีหน้าเย็นชา หว่างคิ้วแฝงความเยียบเย็นที่ให้ความรู้สึกว่าคนแปลกหน้าอย่าเข้าใกล้
เซี่ยเชวียซานเทปลาที่อยู่ในข้องกลับลงแม่น้ำไปตามกราบเรือ
หนานอีถามด้วยความสงสัย “ในเมื่อตกขึ้นมาแล้ว ไฉนจึงปล่อยกลับไปเล่า?”
“ปลาเล็กกุ้งน้อย ไม่น่ามอง”
หนานอีกายเย็นไปทั้งร่าง นางสังหรณ์ใจว่าตนคือปลาเล็กกุ้งน้อยในข้องปลานี้ ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับความคิดแวบหนึ่งของเขาเท่านั้น ที่นางรอดชีวิตมาได้ตอนนี้ เป็นเพียงเพราะเขาไม่คิดจะเหยียบนางให้ตาย
หนานอีเปลี่ยนเรื่อง “คุณชายดูไม่ใช่คนแถวนี้ ท่านไปภูเขาหูกุ้ยทำอะไรหรือ?”
“รับซื้อหนังสัตว์”
“การค้าหน้าหนาวปีนี้คงไม่ง่ายนัก”
หนานอีพึมพำประโยคหนึ่ง แต่เซี่ยเชวียซานกลับไม่รับคำ หนานอีรู้จักกาลเทศะจึงหุบปาก
เสื้อผ้าบนร่างของหนานอียังไม่แห้ง ท่ามกลางหิมะตกหนักได้แต่ห่อตัวสั่นเทา นางห่ออยู่ในเสื้อคลุมตัวกว้างของเซี่ยเชวียซาน ทั้งตัวดูเล็กกระจ้อยร่อย ใบหน้าแดงเรื่อเพราะถูกอากาศหนาว ภายใต้แสงเทียนกลับแลดูอ่อนหวานอยู่บ้าง
สายตาของเซี่ยเชวียซานหยุดบนใบหน้าของนางชั่วขณะ แล้วตกลงบนมือที่กำลังพายแจวของนาง
ทุกครั้งที่นางพายแจว ปลายแขนเสื้อก็จะร่นถอยไปบ้าง เผยให้เห็นข้อมือขาวดั่งรากบัวท่อนหนึ่ง
บนข้อมือของนางสวมกำไลหยกอยู่ข้างหนึ่ง สีน้ำไม่เลวแต่ก็ไม่ใช่ของหายาก เพิ่งแช่น้ำมา บนนั้นยังคลอด้วยหยดน้ำมันวาว สีหยกดูใสกระจ่าง ยิ่งขับให้ข้อมือของนางดูอ่อนนุ่มละเอียดขึ้น เครื่องประดับบอบบางอ่อนช้อยเช่นนี้ กับเครื่องแต่งตัวของนางค่อนข้างไม่เข้ากัน ทว่าพอจ้องมองนานเข้ากลับไม่รู้สึกขัดตา
เกล็ดหิมะร่วงหล่นบนผิวกายของนาง แล้วพลันสลายไปในชั่วพริบตา รอบด้านเงียบสงัดถึงเพียงนี้ กลางแม่น้ำฉวีหลิงที่โอบล้อมด้วยขุนเขา มีเพียงเสียงพายแจวเอี๊ยดอ๊าด เท่านั้น กลับก่อเกิดความอวลอายบางอย่างขึ้นมาลอย ๆ
จู่ ๆ เซี่ยเชวียซานก็รู้สึกตัวว่าตนเหม่อลอยไปนานแล้ว สายตาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างกวาดกลับคืน เอ่ยปากว่า “เจ้าเป็นคนที่ไหน?”
“อำเภอหลี่ตู”
หนานอีโกหก นางเพียงแค่เดินทางมาจนถึงอำเภอหลี่ตู และพักอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง นางไม่มีตราสัญจรตรวจสอบเข้า-ออกด่าน หากทางการสืบสวนอย่างละเอียด อาจถูกตัดสินว่าผิดได้ นางรู้สึกมาตลอดว่าบุรุษตรงหน้านี้หากไม่รวยก็เป็นผู้ดี ดังนั้นจึงพูดจาระมัดระวังยิ่งขึ้น
“ในอำเภอหลี่ตูใครเป็นผู้ดูแลเรื่องต่าง ๆ ?”
หนานอีชะงัก ครุ่นคิดก่อนตอบ “เจ้าเมืองอำเภอหลี่ตูดูแลสามส่วน ตระกูลใหญ่เซี่ยดูแลสามส่วน”
“อีกสี่ส่วนที่เหลือเล่า?”
“ปล่อยไปตามยถากรรม”
เซี่ยเชวียซานไม่ได้พูดอะไรอีกแล้ว ทั้งสองก็นั่งเงียบ ๆ ตรงข้ามกันเช่นนี้ กระทั่งเรือกันสาดเทียบเข้าใกล้ท่าเรือของหมู่บ้านกานซี
เซี่ยเชวียซานลุกขึ้นจะขึ้นฝั่ง หนานอีก็ลุกขึ้นตาม ตัวเรือโคลงไปมา ชายร่างสูงใหญ่เพิ่งก้าวเท้าออกไป กลับถูกโคลงเคลงโดยไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ จนเซถลาเล็กน้อย
หนานอีรีบเข้าไปประคองเซี่ยเชวียซาน “คุณชาย ระวังเท้าด้วย”
เซี่ยเชวียซานต่อต้านการเข้าใกล้ของใครก็ตามโดยสัญชาตญาณ หลบหลีกการกระทำของนางอย่างแนบเนียน ตนเองก้าวยาว ๆ ขึ้นฝั่งไป
หนานอีถอดเสื้อคลุมหนังยาวออก ไล่ตามไปยื่นเสื้อคลุมหนังยาวพร้อมกับกริชให้ตรงหน้าเซี่ยเชวียซาน
“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือในวันนี้”
“สกปรกแล้ว ไม่เอา”
เซี่ยเชวียซานไม่แม้แต่จะก้มหน้ามอง ไพล่มือเดินจากไป
หนานอีจ้องแผ่นหลังของเซี่ยเชวียซาน ใจเต้นระรัวราวกับตีกลอง เห็นคนเดินไกลจนแม้แต่แผ่นหลังก็หายลับไปแล้ว นางจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ในมือของหนานอี ปรากฏถุงหอมลูกหนึ่งอย่างชัดเจน นี่เป็นของที่หยิบฉวยจากตัวเซี่ยเชวียซานเมื่อครู่ นางเปิดดู ภายในมีเงินแท่งสิบตำลึง
ในยามโลกอลหม่าน ทรัพย์สินเงินทองจึงจะเป็นหนทางเบิกทาง ในเวลานี้หนานอีก็นึกไม่ถึงว่า เงินก้อนนี้จะช่วยให้นางเดินทางไปยังแนวหน้าอำเภอฝูเฟิงเพื่อตามหาคนรักของนางได้อย่างราบรื่น นางหาได้รู้ไม่ว่า นี่ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งปวงของนาง