ภายในห้องสลัว เขาเปิดโคมไฟดวงเล็กที่ให้แสงริบหรี่
ก้อนนูนบนเตียงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เขามองแผ่นหลังของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามว่า “นอนเร็วขนาดนี้ ไม่สบายหรือเปล่า?”
ฉูซวงตอบเสียงงัวเงีย “เปล่า แค่ง่วงน่ะ”
“จะลุกขึ้นมากินเค้กสักหน่อยไหม?”
“ไม่หิว”
ภายในห้องเงียบงันไปครู่หนึ่ง เซิ่งถิงมองแผ่นหลังบอบบางของเธอ ก่อนเอ่ยช้า ๆ “งั้นผมเอาใส่ตู้เย็นไว้ พรุ่งนี้เช้าตื่นมาแล้วค่อยกินนะ”
วันรุ่งขึ้น เซิ่งถิงลงมาชั้นล่างก็เจอฉูซวงที่กำลังจะออกจากบ้าน วันนี้เธอแต่งตัวงดงามราวกับดอกคามิเลียสีขาวบริสุทธิ์
เสื้อคอวีผ้าเนื้อมันวาวสอดเก็บเข้ากระโปรงหางปลาเอวสูงสีดำ เผยให้เห็นเอวบางและสัดส่วนช่วงเอวกับสะโพกที่งดงาม รองเท้าหนังกระทบพื้นดังเป็นจังหวะใสกังวาน
ต่างหูเงินคู่เล็กช่วยขับให้ผิวของเธอผุดผ่องราวหยก ส่วนริมฝีปากก็มีสีสันงดงามโดดเด่น
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินลงมา เธอพยักหน้าให้ “อรุณสวัสดิ์”
จากนั้นก็ถือกระเป๋าออกจากบ้านไป
เซิ่งถิงมองตามแผ่นหลังเพรียวบาง แววตาลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง
ตั้งแต่กลับมาจากหอหลิ่งชุ่ยในคืนนั้น เธอก็ทำตัวห่างเหินขึ้น พอลองคิดดูดี ๆ ก็ไม่มีเรื่องพิเศษอะไรเกิดขึ้นนี่นา
——
คืนนั้นเธอนัดเซิ่งเหยาไปฟังงิ้วที่โรงงิ้ว หลังเลิกงาน ฉูซวงแวะต่อแถวซื้อขนมพัฟที่ร้านขนมหวานเจ้าดังใกล้บริษัท แต่พอถึงคิวเธอ ขนมก็ขายหมดพอดี
“ขอโทษด้วยนะคะ ลองดูอย่างอื่นไหมคะ ขนมเปี๊ยะทุเรียนของทางร้านก็อร่อยมากค่ะ”
แต่ฉูซวงอยากกินแค่ขนมพัฟ เธอบอกว่าจะซื้อไปฝากเหยาเหยากินด้วย
“ถ้าทำเพิ่มต้องรอนานแค่ไหนคะ?”
“น่าจะอีกยี่สิบนาทีค่ะ”
“งั้นไม่เป็นไรค่ะ”
