ตู้เหิงเห็นคนพวกนั้นไม่ขยับเขยื้อน จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหน่อย ตะวันใกล้จะลับฟ้าแล้ว ต้องอยู่กับกลุ่มคนถึงจะมั่นใจว่าตนจะไม่ถูกสัตว์ร้ายจู่โจม
เพิ่งจะเผชิญเสือกินคนมา ตู้เหิงไม่กล้าการันตีว่าในภูเขานี้จะไม่มีสัตว์ร้ายตัวอื่นอีก
เมื่อตู้เหิงเข้าไปใกล้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่นอนอยู่ นั่งยอง ๆ หรือนั่งอยู่ ต่างลุกขึ้นยืนอย่างสำรวม
พวกเขาคารวะทำความเคารพอย่างนอบน้อม ไม่กล้าแม้จะประสานสายตากับตู้เหิง
“ผ-ผู้สูงศักดิ์”
ตู้เหิงกวาดตามอง คนเหล่านี้บ้างแบกไหดินเผา บ้างกำเคียวแนบอก บ้างถือขวานหิน แต่ทุกคนซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ผิวคล้ำหยาบกร้าน ยามพูด เผยให้เห็นฟันเหลืองดำที่สึกกร่อนอย่างเห็นได้ชัด
เสื้อผ้าเก่าขาดปุปะ ยากจน
ผิวคล้ำเข้ม ข้อต่อกระดูกหนาใหญ่ ลำเค็ญตรากตรำ
ฟันสึกกร่อนรุนแรง บ่งบอกว่าอาหารการกินยามปกติหยาบกระด้าง
สายตาไม่กล้าประสานกับใคร แสดงถึงความขลาดเขิน
ที่นี่คือโลกที่ระดับการผลิตต่ำอย่างที่สุด และแบ่งชนชั้นอย่างเคร่งครัด
ตู้เหิงพลันนึกถึงสามตาเอ้อหลางที่พบก่อนหน้านี้ แม้เขาจะแต่งกายเรียบง่าย แต่ร่างสูงใหญ่แข็งแรงบึกบึน แสดงว่าเขากินดีอยู่ดี กิริยาวาจาไม่ค้อมไม่แข็ง บ่งบอกว่าสถานะทางสังคมไม่ต่ำต้อย
ข้อมูลมากมายเพียงนี้ ตู้เหิงพอจะคาดเดาสถานการณ์ตอนนี้ได้คร่าว ๆ
ตนคงจะ หรือไม่แน่ อาจจะข้ามภพมาในยุคราชวงศ์ซางโจว แถมยังเป็นยุคราชวงศ์ซางโจวใน “ปกรณัม” อีกด้วย
ก็ไม่แปลก เพราะสามตาเอ้อหลางนั่นบินได้
ตู้เหิงยันไม้เท้าเดินไปข้างทางสองสามก้าว ศพสตรีที่ล้มอยู่ก็มีสภาพซูบผอม เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเช่นกัน นางเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ถึงตายก็ยังไม่วายอาฆาต
ในอ้อมกอดของนาง อุ้มเด็กที่เหมือนลิงดำไว้แนบอก ไม่รู้ว่าอายุกี่ขวบ แต่ดูแล้วยังเล็กผอมกว่าเด็กวัยหนึ่งขวบที่ตู้เหิงเคยเห็นอีก
เด็กถูกมารดากอดไว้แน่น ใบหน้ามองไม่ชัด แต่ตอนที่ตู้เหิงเข้ามาใกล้ ก็ได้กลิ่นซากเน่าเหม็นคละคลุ้งแล้ว
กลิ่นเช่นนี้ทำให้คนเรารังเกียจโดยสัญชาตญาณ กลัวโดยสัญชาตญาณ
ชั่วขณะนั้น ตู้เหิงรู้สึกเพียงอึดอัดในอก
คือสงสาร คือเจ็บปวด คือความรู้สึกที่พูดไม่ได้
แม้นางจะเติบโตในชนบท แต่ชาติบ้านเมืองมั่งคั่งเข้มแข็ง ประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข นางจึงไม่เคยพบเห็นความทุกข์ยากเช่นนี้ แต่สัญชาตญาณก็อยากร่ำไห้
น้ำตาของตู้เหิงไหลริน นางย่อกายลงนั่งยอง ๆ ร่ำไห้อยู่ครู่หนึ่ง ภาวนาเบา ๆ ว่า “ยามนั้น ท่านจิ่วขู่เทียนจุน ทั่วหล้าในสิบทิศ เนืองนิตย์... ไท่เสวียนหาขอบมิ ได้ยินพระมหาคัมภีร์ต้งจิ้ง น้อมใจถวายบังคมแท่นเทียนจุน ลบล้างบาปกรรมทั้งปวง...”
คัมภีร์จิ่วขู่เต้า ดับทุกข์สิบทิศ
ตู้เหิงย่อกายภาวนา มิทันเห็นว่า สีหน้าอาฆาตของสตรีผู้นั้นค่อย ๆ คลายเป็นสงบนิ่ง เด็กในอ้อมกอดก็เหมือนตกอยู่ในห้วงนิทรา
แสงทองจาง ๆ ลอยขึ้นจากร่างตู้เหิง ในแสงสนธยาอันโรยรา ดูเลือนรางยิ่งนัก
ทว่าชาวอพยพผู้ยากไร้ข้าง ๆ กลับแลเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง
ตู้เหิงภาวนาคัมภีร์สองรอบ จิตใจก็สงบลงมาก
สามวันมานี้ นางเหมือนสายพิณที่ขึงตึง หวาดกลัว หวาดสะพรึง ไม่กล้าแม้แต่หย่อนคลายชั่วขณะ
จนกระทั่งเห็นศพสตรีนี้ ได้ยินคำพูดของสองคนที่คิดจะกินซากศพ สายพิณที่ขึงตึงของนางก็ขาดผึงในที่สุด ความรู้สึกทั้งมวลในหัวสมอง เหลือเพียงความสงสารและเศร้าสลดอันเป็นสัญชาตญาณอันแรงกล้าที่สุดยามเผชิญความทุกข์ยาก
เช็ดน้ำตาจนแห้ง ตู้เหิงก็ลุกขึ้น ยันไม้เท้าไปเก็บหินสองก้อนข้างทาง แล้วเดินเข้าไปในดงหญ้ารกร้างริมทาง
“นางทำอะไร?”
“ไม่รู้”
“ดูเหมือนกำลังขุดหลุม? นางจะฝังศพหรือ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร นางเป็นชนชั้นสูง ไฉนเลยจะสนใจว่าคนต่ำตมเยี่ยงพวกเราจะเป็นตายเช่นไร”
“เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าทำอะไรแล้ว”
สตรีผู้หนึ่งที่กำเคียวไว้ มือหนึ่งตบลูกชายวัยรุ่นน้อยที่อยู่ข้างกายเบา ๆ “เจ้าอยู่ตรงนี้ ข้าเข้าไปดูหน่อย”
“ท่านแม่” วัยรุ่นดึงแขนเสื้อสตรีผู้นั้นไว้
สตรีตอบ “อย่ากลัว ข้ามีเคียวเหล็กมา เจ้าดูน้องสาวให้ดี อย่าให้ใครเข้าใกล้นาง”
เด็กหนุ่มพยักหน้า กระชับมือน้องสาวที่เตี้ยกว่าตนครึ่งศีรษะแน่น
สตรีผู้นั้นแหวกเข้าไปในกอหญ้า เห็นตู้เหิงนั่งยอง ๆ ใช้แผ่นหินขุดดิน ก็ถามอย่างลังเล “เจ้าทำอะไร?”
ตู้เหิงตอบเรียบ ๆ “ขุดหลุม”
“ขุดหลุมทำอะไร?”
“ฝังคน”
สตรีผู้นั้นไม่พูดอะไรอีก เห็นว่าคนนี้ประหลาดนัก ดูเหมือนเป็นคนสูงศักดิ์ แต่กลับทำสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้สูงศักดิ์กระทำ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สตรีผู้นั้นตั้งใจจะจากไป แต่ก็พลันนึกถึงศพสตรีที่ล้มอยู่ข้างทาง
นั่นก็เป็นมารดาคนหนึ่งเช่นกัน
สตรีผู้นั้นจึงหันหลังกลับมาใหม่ “ข้าขุดกับเจ้าด้วย ข้ามีเคียวเหล็ก ขุดได้เร็วกว่า”
“ขอบใจ”
“ไม-ไม่กล้า”
เมื่อได้ยินตู้เหิงกล่าวขอบใจ สตรีผู้นั้นกลับรู้สึกหวาดหวั่น กำเคียวเหล็กในมือแน่นยิ่งขึ้น
หลุมนี้ ขุดไปจนกระทั่งตะวันลับหลังภูเขาไปแล้วจึงแล้วเสร็จ
ระหว่างนั้น เด็กหนุ่มพาน้องสาวตามหาสตรีผู้นั้น เมื่อเห็นต่างก็กำลังขุดหลุม ก็หยิบก้อนหินมาช่วยกันขุด
ต่อมา คนที่เหลือก็มากันหมด ต่างเงียบงันขุดหลุม บางครั้งแอบชำเลืองมองตู้เหิงสองสามครั้ง
ทุกคนช่วยกันยกศพสตรีเข้ามา
สตรีผู้ถือเคียวเหล็กช่วยจัดเสื้อผ้าอันปุปะของศพสตรี ปอยผมที่แห้งกรังยุ่งเหยิง แล้ววางเด็กน้อยนั้นไว้ข้างกายศพสตรี
จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันกลบดินกลับลงไป
ตู้เหิงหยิบหินสองก้อนมาวางไว้หน้าหลุมดิน เสมือนทำเป็นป้ายหลุมศพ
[ติ๊ง! โฮสต์ช่วยปลดเปลื้องวิญญาณสองดวง เก็บศพใส่กระดูกสองร่าง ได้รับค่าบุญกุศล +2
ระบบแลกเปลี่ยนบุญกุศลเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
กำลังโหลดระบบ…]
ตู้เหิงตกใจ แต่โชคดีที่ขณะนี้ฟ้ามืดแล้ว ทุกคนมองไม่เห็นสีหน้าของนาง
สตรีที่ถือเคียวเข้ามาใกล้ กระซิบเบา ๆ “ผู้สูงศักดิ์ ฟ้ามืดแล้ว”
ตู้เหิงพยักหน้า สตรีผู้นั้นก็ชี้ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งริมทาง “หากผู้สูงศักดิ์ไม่รังเกียจ ก็นอนกับพวกเราที่ใต้ต้นไม้เถิด”
ตู้เหิงเอ่ยขอบคุณเสียงเบา สตรีผู้นั้นทำตัวไม่ถูก หันไปใช้เคียวตัดหญ้าแห้งครึ่งหนึ่งมาปูใต้ต้นไม้ “ผู้สูงศักดิ์ ทางนี้”
ตู้เหิงขอบคุณในน้ำใจของอีกฝ่าย พิงกายนั่งลงใต้ต้นไม้ รู้สึกเพียงว่าตนเหนื่อยล้า เหนื่อยถึงขั้นอยากนอนเสียสามวันสามคืน แต่นรกยิ่งกว่าความเหนื่อยคือความหิว
ตอนขุดหลุมเมื่อครู่ ท้องก็ร้องโครกครากมาตลอด ตอนนี้ท้องไม่ร้องแล้ว แต่ท้องกลับบีบเกร็งเป็นพัก ๆ เป็นความเจ็บปวดเสียดแทงถึงใจ
สตรีผู้นั้นล้วงขนมถั่วแป้นหนึ่งออกจากย่ามผ้า บิเป็นสามชิ้น สองชิ้นเล็กให้น้องสองคน ที่เหลืออีกชิ้นใหญ่กว่าเล็กน้อย ลังเลอยู่นาน แล้วก็ยกขึ้นมาตรงหน้าตู้เหิง “ผู้สูงศักดิ์”
ตู้เหิงมองดูขนมถั่วที่มีราขึ้นบนผิวหน้านี้ เอื้อมมือรับมา แล้วบิเป็นสองซีก แต่ละซีกก็ไม่ถึงสองนี้วกว้าง ส่วนซีกที่ใหญ่กว่านั้นก็ยื่นคืนกลับไป “ขอบใจที่แบ่งขนมให้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
สตรีผู้นั้นรับขนมแล้วยัดเข้าปาก เคี้ยวอย่างยากลำบาก แล้วเดินไปที่ร่องรอยล้อรถข้างทางเพื่อดื่มน้ำที่ขังอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำฝนหรือน้ำค้าง
ตู้เหิงเห็นแล้วก็อดถอนใจลึก ๆ ไม่ได้ จึงถอนต้นหญ้าขึ้นมาเคี้ยวกิน
มิใช่นางรังเกียจน้ำในร่องล้อรถว่าสกปรก หากแต่นางไม่กล้าดื่ม กลัวว่าเมื่อดื่มแล้วจะเจ็บป่วย เจ็บป่วยแล้วก็จะตาย
นางหวงชีวิต
ตู้เหิงใช้ต้นหญ้าคลุกเคล้าขนมถั่วขึ้นราลงท้องไป การกินขนมถั่วขึ้นรามิใช่นางไม่หวงชีวิต แต่หากไม่กินต่อก็จะอดตาย
ตู้เหิงพิงต้นไม้ คิดถึงสิ่งที่ได้ยินในหัวเมื่อครู่ที่เรียกกันว่าระบบนั่น
คือหูแว่วหรือไม่?
[ติ๊ง!
ระบบโหลดเสร็จสมบูรณ์
ระบบแลกเปลี่ยนบุญกุศลได้เปิดใช้งานแล้ว…]
