แววตาของเธอค่อย ๆ เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ไม่อยากเชื่อเลยแม้แต่น้อย
เธอลองนึกย้อนดูว่าในอดีตเซิ่งเจิงโจวเคยปฏิเสธเธออย่างเด็ดขาดเช่นนี้หรือไม่ แต่ความทรงจำกลับพร่าเลือนลงอย่างประหลาด จนเธอเริ่มสงสัยในตัวเอง
หรือว่าเธอคิดมากไปเอง?
ซูจื้อเหยาเผลอกำโทรศัพท์แน่นขึ้น
ซูอี้เจาโทรมาหาเธอแล้ว บอกให้พาเซิ่งเจิงโจวกลับไป เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เขาช่วยคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ที่บริษัทตระกูลซูกำลังเผชิญอยู่ในช่วงนี้
ล้วนไม่ใช่เรื่องเล็ก
ทั้งบัญชีที่มีปัญหา กลยุทธ์การดำเนินงาน รวมถึงโครงการร่วมมืออีกหลายโครงการที่พังไม่เป็นท่า
เรื่องทั้งหมดนี้ต้องอาศัยเซิ่งเจิงโจวช่วยจัดการ
บางที
เซิ่งเจิงโจวอาจมีธุระสำคัญจริง ๆ
ไม่ได้กำลังปฏิเสธเธอ
ซูจื้อเหยาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ตั้งใจจะกลับเข้าไปกินข้าวในร้าน
แต่พอหมุนตัว ก็ชนเข้ากับชายคนหนึ่งพอดี
เมื่อเห็นว่าเป็นเซิ่งเฉาหยาง สีหน้าของซูจื้อเหยาก็เย็นชาลงฉับพลัน เดิมทีเธอก็หงุดหงิดเพราะเซิ่งเจิงโจวและไม่มีที่ระบายอยู่แล้ว พอมาเจอเขา จึงระบายอารมณ์ใส่ทันที “หลีกไป”
เห็นท่าทีที่เธอใช้พูดกับเขา เซิ่งเฉาหยางก็หัวเราะเยาะ “ดูเหมือนเธอจะคิดว่าตัวเองเป็นสะใภ้ตระกูลเซิ่งแล้วสินะ?”
ถึงได้พูดกับเขาแบบนี้
ซูจื้อเหยาไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขา
เธอจะเดินหนี
แต่เซิ่งเฉาหยางกลับคว้าต้นแขนเธอไว้ทันควัน แล้วกระชากไปยังห้องน้ำข้าง ๆ อย่างแรง เขาปิดประตู ก่อนเหวี่ยงเธอกระแทกผนังและโน้มตัวเข้าหา มือบีบปลายคางเธอไว้
ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยการดูหมิ่น
“จะเสแสร้งไปทำไม? ตอนนั้นเธอวางแผนทุกอย่างเพื่อเข้าหาฉัน ก็เพราะอยากเข้าใกล้พี่ชายฉันใช่ไหม?”
สีหน้าซูจื้อเหยาเปลี่ยนไป เพราะมือของเซิ่งเฉาหยางเลื่อนมาที่เอวเธอแล้ว ค่อย ๆ ต่ำลงไปเรื่อย ๆ
