ตอนเวินซูเห็นไป๋เหมย ก็พอจะเดาเรื่องราวบางอย่างได้แล้ว
ตอนนี้ตระกูลซูกำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ ธุรกิจหลายอย่างถูกบีบให้หยุดชะงัก คนในแวดวงต่างก็ไม่ยอมพาพวกเขาเข้าร่วม หากไม่หาทางพึ่งพาคนนอก ก็คงยากจะหาหนทางฝ่าทางตัน
ส่วนเซิ่งเจิงโจว ก็ยังคงไม่สนใจผลกระทบด้านลบที่มีต่อตระกูลซูทั้งตระกูล
สำหรับซูจื้อเหยา เขายังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
เวินซูยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย
จังหวะนั้นเอง
สายตาของทั้งคู่ก็ประสานกัน
ทันทีที่เห็นเธอ แววตาอีกฝ่ายพลันคมกริบ เจือความขุ่นเคืองเย็นชา
และยังมีความได้ใจปะปนอยู่เล็กน้อย
เวินซูคร้านจะวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับเธอ จะเกลียดหรือเคียดแค้นก็ล้วนเป็นผลจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น เธอไม่จำเป็นต้องรับอารมณ์ของอีกฝ่ายไว้
เมื่อพวกเขามาถึง ผู้คนมากมายก็พากันเข้าไปทักทายเพราะเห็นแก่หน้าเซิ่งเจิงโจว
ตลอดเวลานั้น เซิ่งเจิงโจวไม่แม้แต่จะมองเวินซู
ราวกับมองไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้น
ไป๋เหมยเห็นดังนั้นก็สบตากับซูจื้อเหยา ก่อนจะยิ้มเยาะอย่างดูแคลน
ลู่เฟ่ยลงมาจากรถคันหลัง
เขาสังเกตเห็นเวินซู จึงเปลี่ยนทิศทางเดินเข้ามาหา “คุณก็มาด้วยเหรอ?”
การทักทายอย่างเป็นฝ่ายเริ่มก่อนแบบนี้ โดยไม่มีคำพูดเย็นชาเป็นประโยคเปิด ถือว่าหาได้ยากจริง ๆ
เวินซูเหลือบมองเขา แต่ไม่มีทีท่าว่าจะตอบ แล้วหันหลังเดินจากไป
ริมฝีปากของลู่เฟ่ยขยับเล็กน้อย
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ จะโกรธก็ใช่เรื่อง จึงทำได้เพียงแตะปลายจมูกเบา ๆ อย่างแทบไม่ทันสังเกต
จังหวะนั้นเอง
ฮั่วเยี่ยนลงมาจากบันไดเพื่อมารับเวินซูพอดี
เขาเดินตรงมาหยุดข้างเธอ แล้วงอแขนให้ “เราเข้าไปข้างในกันก่อน”
