“พี่? เป็นอะไรไปครับ?” ลู่เฟ่ยไม่คิดว่าอวี้เหยี่ยนเว่ยจะตำหนิเซิ่งเจิงโจวถึงเพียงนี้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาแตกคอกัน เขาจึงรีบก้าวเข้าไปขวางกลางวง
เรื่องของเวินซูยังไม่ได้ข้อสรุป
จะมาเริ่มมีเรื่องกันเองก่อนได้อย่างไร
อวี้เหยี่ยนเว่ยเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป อาจเพราะเรื่องแล้วเรื่องเล่าทำให้เขาเห็นชัดขึ้นทุกทีว่าเซิ่งเจิงโจวไร้เยื่อใยกับเวินซูเพียงใด จึงอดรู้สึกสงสารเวินซูอย่างบอกไม่ถูกไม่ได้
ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจลึกแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ไม่โต้เถียงกับเซิ่งเจิงโจวอีก
แต่หันไปมองเวินซูซึ่งกำลังตกเป็นศูนย์กลางของพายุในเวลานี้
ลู่เฟ่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาหันไปมองเซิ่งเจิงโจว แววตาฉายความไม่แน่ใจอยู่หลายส่วน
เพราะถ้าเรื่องของเวินซูเป็นความจริงขึ้นมา ก็คง...จบเห่แน่
เซิ่งเจิงโจวจึงค่อยเบนสายตาออกอย่างเฉยชา ท่านั่งของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย มือที่วางบนตักยังคงหมุนไฟแช็กโลหะในมืออย่างเชื่องช้า
“เรื่องเป็นอย่างไร ยังไม่ได้ข้อสรุปไม่ใช่หรือ”
น้ำเสียงของเขาเย็นใส ไร้อารมณ์
อวี้เหยี่ยนเว่ยไม่ตอบ
เขารู้ดีเกินไป
นี่คือการยืนดูอยู่ข้างสนามอย่างไม่คิดข้องเกี่ยวโดยแท้
ส่วนเวินซู หลังจากตกตะลึงในตอนแรก ตอนนี้ก็สงบนิ่งพอแล้ว
เธอเป็นคนฉลาด ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เข้าใจว่ามีคนกำลังชักนำสถานการณ์นี้ไปในทิศทางใด
เรื่องนี้
ซูจื้อเหยาไม่มีทางไม่เกี่ยวข้อง
แถมยังเตรียมการมาแต่แรก
งานวันนี้ไม่ธรรมดา ผู้มีอิทธิพลระดับสูงสุดในแวดวงการแพทย์มารวมตัวกันทั้งนั้น หากเกิดข่าวฉาวต่อหน้าบุคคลสำคัญเหล่านี้ อนาคตของเธอและตำแหน่งรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยจิงต้ามอบให้เป็นกรณีพิเศษ อาจสูญสิ้นไปในชั่วข้ามคืน
ทำให้เธอไม่เหลืออะไร ร่วงหล่นจากแท่นสูงจนแหลกสลาย
เหอหว่านอินขมวดคิ้ว
อดเหลือบมองเวินซูที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้
เธอเอ่ยขึ้นว่า “ความจริงเป็นอย่างไรต้องสืบสวนให้ชัดเจน เราจะไม่ปรักปรำใครที่ไม่เคารพวิชาการ”
