เธอรู้สึกแย่จริง ๆ
ความรู้สึกเฉียดตายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งนี้ ผนวกกับบาดแผลที่เลือดไหลไม่หยุด ทำให้เธอหนาวสะท้านไปทั้งตัว
สัญชาตญาณบอกให้เธอขยับเข้าใกล้เซิ่งเจิงโจว
เธอลืมไปเสียสนิทว่าจะถามเซิ่งเจิงโจวว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เซิ่งเจิงโจวมองแขนที่ซูจื้อเหยากุมไว้ เลือดยังคงไหลไม่หยุด บาดแผลไม่ได้เบาเลย และภายนอกก็ดูน่าหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
ทว่าดวงตาของเขากลับลึกล้ำราวกับห้วงน้ำลึก ไร้ซึ่งความหวั่นไหว
“เรียกรถมาแล้ว รอก่อน” เขาเอ่ย
เวินซูไม่มีเวลาสนใจอาการของซูจื้อเหยา เดินไปหาคนขับรถแซ่จาง “เป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บหรือเปล่า?”
คนขับแซ่จางทำงานให้เฮ่อจื้อมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท
รถตู้คันนั้นเขาก็ขับมาสามสี่ปีแล้ว
“ผมไม่เป็นไรครับ คุณไม่ต้องห่วง แค่รถคันนี้...” คนขับแซ่จางมองรถข้างทางที่มีรอยถลอกเสียหายอย่างหนักด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ตัวถังรถครูดกับสิ่งกีดขวางเพื่อลดความเร็ว จนสภาพดูไม่ได้
“รถเป็นเรื่องเล็กน้อยค่ะ”
เวินซูปลอบเขา
ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ทั้งนั้น
ท่าทีที่เธอแสดงความห่วงใยคนขับรถ ทำให้ซูจื้อเหยารู้สึกว่าเสแสร้ง ใบหน้าซีดขาวเพราะความเจ็บปวดแสนสาหัสจนฝืนยิ้มอย่างอ่อนโยนไม่ไหว “เวินซู เราไม่ต้องมาเสแสร้งกันหรอก และไม่จำเป็นต้องทำเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วย เธอคิดจะฆ่าฉัน!”
เมื่อนึกถึงว่าบนแขนของตัวเองต้องมีแผลเป็นน่าเกลียดแน่ ๆ
เธอก็ยิ่งโกรธจนตัวสั่น
อุบัติเหตุครั้งนี้มีเป้าหมายเอาชีวิตเธอชัด ๆ!
สีหน้าของเวินซูเคร่งขรึมลง แม้เธอจะคิดว่าการกล่าวหาอย่างไร้เหตุผลของซูจื้อเหยานั้นน่ารังเกียจและต่ำช้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องบาดหมางระหว่างเธอกับซูจื้อเหยาลุกลามมาถึงขั้นนี้ จนแทบทุกคนรู้กันหมดแล้ว
