แววตาของเซิ่งเจิงโจวมืดครึ้มลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมา
สายตาของเขาประสานเข้ากับอวี้ซีที่เพิ่งเดินเข้ามา
เธอประหลาดใจที่เขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้าอ่อนเยาว์พลันแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย จึงเบี่ยงตัวหลบสายตา ก่อนจะเอ่ยตะกุกตะกักว่า “ประธานเซิ่ง ขอโทษค่ะ ฉันเคาะประตูแล้ว แต่ไม่คิดว่าคุณกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่...”
แววตาของเซิ่งเจิงโจวไร้ความรู้สึก
เขาเหลือบมองอวี้ซีที่เบี่ยงตัวอยู่ ก่อนจะติดกระดุมเสื้ออีกครั้ง
“ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจ ก็ควรออกไปเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงของชายหนุ่มเย็นชาโดยธรรมชาติ
ฟังดูคล้ายไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็แฝงความเย้ยหยันบางอย่างเอาไว้
อวี้ซีเม้มริมฝีปาก กำหมัดแน่นขึ้น “ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ ฉันรู้ว่าการอยู่กันตามลำพังในห้องระหว่างชายหญิงไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่ได้ปิดประตู”
เธอชี้ไปยังประตูที่แง้มอยู่
เซิ่งเจิงโจวไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา “ดูเหมือนคุณมีธุระกับผม”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ไม่เร่งร้อน แฝงความสบายใจอยู่หลายส่วน
อวี้ซีจึงค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตากลมใสราวลูกกวางจับจ้องเขา เธออ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงอู้อี้ว่า “ที่จริงฉันมาหาพี่สาวค่ะ ฉันกับพี่เพิ่งรู้วันนี้เหมือนกันว่าเป็นวันที่ประธานเซิ่งกับคุณหนูต้วนจะประกาศข่าวดี พี่ฉันประหลาดใจมาก แล้วก็คงเสียใจอยู่บ้าง ฉันเลยมาถามแทนพี่ค่ะ”
เซิ่งเจิงโจวไม่รู้ว่าคำพูดประโยคไหนทำให้เขารู้สึกขบขัน มุมปากยกขึ้นจาง ๆ ก่อนเงยหน้ามอง “คุณมาถามแทนเธอ เธอเป็นคนพูดกับคุณเองหรือ”
อวี้ซีเดินเข้าไปหาเขาสองก้าว พูดอย่างจริงจังว่า “ประธานเซิ่งคงไม่เข้าใจผู้หญิงหรอกค่ะ ผู้หญิงเราขี้อาย หลายครั้งก็ไม่ยอมลดทิฐิต่อหน้าคนที่ใส่ใจ วันนี้เป็นงานที่คุณกับคุณหนูต้วนจะประกาศเรื่องแต่งงานกัน ทำไมยังต้องเชิญพี่ฉันมาด้วยล่ะคะ พี่ฉันย่อมโกรธอยู่แล้ว”
