เวินซูรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่ง ถึงกับรู้สึกว่าสถานการณ์เช่นนี้น่าอับอายถึงขีดสุด
จากความเข้าใจที่เธอมีต่อเซิ่งเจิงโจวมาตลอด 7 ปี
เขาไม่ใช่คนเหลวไหลไร้ขอบเขต
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวเอกของเรื่องอื้อฉาวที่ผู้คนพูดถึง ราวกับเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่ไม่รู้จักหนักเบาและทำเรื่องเกินเลย
ทำให้เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างขัดแย้งกันไปหมด
ถึงอย่างไร เมื่อนับรวมกันแล้ว เธอกับเซิ่งเจิงโจวก็รู้จักกันมาสิบกว่าปี
ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
“คุณแม่เป็นอะไรไปคะ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ลิ่งอี๋สังเกตเห็นสีหน้าของเวินซูไม่ค่อยดี จึงเขย่งปลายเท้าอยากแตะแก้มเธอเพื่อปลอบใจ
เวินซูได้สติกลับมา
รีบส่ายหน้า “เปล่าจ้ะ เด็กดี”
เธอไม่แม้แต่จะมองซูจื้อเหยาอีก พาลิ่งอี๋ขึ้นรถไปก่อน
หย่ากันไปแล้ว ย่อมไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจ เพียงแต่เรื่องนี้เหลวไหลเกินไป จนทำให้รู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง
เมื่อมาถึงบ้านเก่าของตระกูลอวี้
ที่นี่เป็นสวนซึ่งให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก
รถที่ส่งไปรับทยอยมาถึงไม่ขาดสาย
ทันทีที่ลงจากรถ
เสียงหวานใสเปี่ยมความร่าเริงก็ดังมาแต่ไกล “อาจารย์เวิน!”
เวินซูหันไปมอง
อวี้ซีวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหาอย่างกระตือรือร้น พอเห็นลิ่งอี๋ ดวงตาก็เป็นประกาย “เด็กน้อยน่ารักจังเลย!”
ลิ่งอี๋เอ่ยอย่างว่าง่าย “สวัสดีค่ะพี่สาว”
ทำเอาอวี้ซีแทบมีหัวใจสีแดงลอยออกมาจากดวงตา
เธอกำลังจะย่อตัวลงไปหยิกแก้มเล็ก ๆ ของลิ่งอี๋ จู่ ๆ ก็มีรถอีกคันจอดลงข้าง ๆ
ซูจื้อเหยาลงจากรถ
ทันทีที่เห็นเธอ รอยยิ้มของอวี้ซีก็ดูฝืน ๆ ขึ้นมาทันที เธอหันไปมองเวินซูอย่างลำบากใจจนปิดไม่มิด “อาจารย์เวิน เธอเหมือนจะ...”
