ฮั่วอีไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อการจัดการของบริษัท อย่างไรเสียเธอก็ยื่นใบลาออกไปแล้ว งานที่เหลือก็ส่งมอบต่อเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ส่วนสถานการณ์ของจ้าวโม่ซี เธอไม่ได้ใส่ใจมากนัก
วันนี้
เธอเพิ่งมาถึงสตูดิโอถ่ายทำ
วันนี้ยังต้องถ่ายซ่อมให้นักแสดงอีกคนเป็นคนสุดท้าย
จากนั้นเธอก็จะหลุดพ้นจากงานนี้อย่างสิ้นเชิง
เธอยุ่งวุ่นวายอยู่จนถึงห้าโมงกว่าในช่วงบ่ายจึงเลิกงาน
เพิ่งเดินเข้าห้องพักส่วนตัว ประตูด้านหลังก็ถูกผลักเปิด
ฮั่วอีนึกว่าเป็นผู้ช่วย จึงพูดโดยไม่หันกลับไปมองว่า “เสี่ยวเตี๋ย หลังจากนี้ฉันอาจจะไม่...”
“ผู้กำกับฮั่ว เป็นฉันเองค่ะ”
มือที่กำลังเก็บกระเป๋าของฮั่วอีชะงัก ดวงตาเย็นชาลงทันที เธอหันกลับไปมองจ้าวโม่ซีที่ใบหน้าซีดเซียวและดูอิดโรยอยู่เล็กน้อย
แม้สภาพตอนนี้จะดูไม่ดีนัก แต่เธอก็ยังงดงามไร้ที่ติ
ฮั่วอีปฏิเสธไม่ได้ว่าใบหน้าของจ้าวโม่ซีไม่มีอะไรให้ตำหนิ แม้แต่ในวงการบันเทิงที่เต็มไปด้วยสาวงาม เธอก็ยังติดอันดับต้น ๆ ได้
“มีธุระอะไร?” น้ำเสียงของเธอเย็นชากว่าที่คิด
จ้าวโม่ซีสวมหมวกอยู่ เธอเลื่อนปีกหมวกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำจ้องฮั่วอี อารมณ์ในแววตาซับซ้อนปนเปไปด้วยความริษยาและความเกลียดชัง “เป็นคุณใช่ไหม? คุณกำลังเล่นงานฉันอยู่ใช่ไหม?”
ฮั่วอีนั่งลงบนเก้าอี้ “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ฉันกับคุณสนิทกันหรือไง?”
เธอย้อนถามกลับ
แต่กลับยิ่งกระตุ้นจ้าวโม่ซีให้เดือดดาล หญิงสาวก้าวฉับ ๆ เข้ามาใกล้ พยายามกดเสียงไม่ให้ดังเกินไป “ฮั่วอี คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันเป็นใคร? คุณรู้มาตั้งนานแล้วใช่ไหม? ฉันไม่เชื่อหรอกว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะทึ่มได้ถึงขนาดนี้ จนไม่รู้ว่าผู้ชายของตัวเองเปลี่ยนใจไปนานแล้ว!”