เมื่อเห็นร่างที่นอนอยู่บนเตียง หัวใจที่ตึงเครียดอย่างไร้สาเหตุของต้วนหลิงอี้ก็ผ่อนคลายลงทันที เขาพ่นลมหายใจออกมาเงียบ ๆ ความอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ในอก
เขาคิดมากไปเองหรือเปล่า
บางทีช่วงนี้เขางานยุ่ง ส่วนฮั่วอีก็ยุ่งเหมือนกัน ถึงทำให้เขารู้สึกไปเองว่าระหว่างทั้งคู่มีปัญหา
ต้วนหลิงอี้ยืนอยู่ตรงประตูครู่หนึ่ง
เขาถอดเสื้อสูทอย่างแผ่วเบา ฮั่วอีเป็นคนหลับไม่สนิทนัก เธอมักทำงานจนดึก นาฬิกาชีวิตก็รวนอยู่เสมอ เวลากลับบ้านดึกเพราะต้องเข้าสังคมเรื่องงาน เขาจึงคุ้นเคยกับการเดินอย่างเงียบเชียบ ความระมัดระวังแบบนี้ทำจนชำนาญแล้ว
หลังจากไปอาบน้ำที่ห้องข้าง ๆ
ต้วนหลิงอี้ถึงค่อยกลับมาพลิกตัวขึ้นเตียง
ในห้องไม่ได้เปิดไฟ
เขาได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากตัวฮั่วอี ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอใช้กลิ่นนี้อยู่เพียงกลิ่นเดียว และเขาก็ได้กลิ่นนี้มานานหลายปีจนฝังลึกอยู่ในกระดูก หากตอนกลางคืนไม่ได้กลิ่นหอมของเธอ เขาถึงขั้นนอนไม่หลับ
“ขอโทษนะ ต่อไปฉันจะกลับให้เร็วขึ้น” เขาพูดเสียงเบา พลางเอื้อมมือโอบฮั่วอีเข้ามาในอ้อมแขน
ร่างกายของฮั่วอีคุ้นเคยกับเขา ต่อให้หลับอยู่ เธอก็จะขยับหาท่าที่สบายแล้วซุกเข้ามาในอ้อมแขนเขาทันที
แต่...
ตอนที่เขาอุ้มเธอเข้ามา ฮั่วอีกลับไม่ขยับ
ต้วนหลิงอี้มองเธอในความมืด “ยังไม่นอนเหรอ”
หรือว่าแกล้งหลับอยู่?
ฮั่วอีไม่พูด
และไม่ขยับด้วย
ต้วนหลิงอี้เผยสีหน้าจนใจอยู่หลายส่วน ริมฝีปากมีรอยยิ้ม เขาปลอบเธอว่า “ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว ได้ไหม? วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย ฉันรู้ว่าเธอโกรธง่าย เมื่อก่อนพอโกรธก็ไม่ยอมพูดกับฉันตั้งสิบวันครึ่งเดือน”