เวินซูไม่ได้ปฏิเสธ
เธอต้องยอมรับว่าเซิ่งเจิงโจวโลดแล่นอยู่ในแวดวงธุรกิจมาหลายปี ด้วยสถานะของเขา ย่อมรู้เรื่องราวของคนในวงการไม่น้อย หากต้องการสืบหาความเป็นมาของใครสักคน ไม่มีใครเหมาะไปกว่าเขาแล้ว
แม้ตอนนี้ต้วนหลิงอี้จะมีชื่อเสียงและอิทธิพล ไม่ใช่คนที่รับมือหรือสืบข้อมูลได้ง่าย ๆ แต่คนที่ลงมือคือเซิ่งเจิงโจว โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้ ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอ
“ฉันไม่แน่ใจ แค่อยากลองทำความเข้าใจดูก่อน”
“ได้สิ” เซิ่งเจิงโจวยื่นมือไปหาเวินซู “แล้วคุณจะให้อะไรผมเป็นการตอบแทนล่ะ?”
เวินซูหัวเราะทั้งที่เริ่มโมโห “ช่วยฉันแล้วยังจะคิดดอกเบี้ยอีกเหรอ?”
“ผมกำลังหาผลประโยชน์ให้ตัวเองต่างหาก” เขาจับมือเธอไว้เอง “เอานี่มาเป็นค่าตอบแทนแล้วกัน”
เปลวไฟโทสะที่เพิ่งลุกโชนในใจเวินซูพลันดับวูบลงทันที
เธอมองมือที่ประสานกันอยู่ “แค่นี้เหรอ?”
ขอแค่จับมือเนี่ยนะ?
“ถ้าคุณอยากจ่ายเพิ่ม ผมก็ไม่ขัดนะ” เซิ่งเจิงโจวเดินเอื่อย ๆ อย่างผ่อนคลาย หลุบตามองเธอแล้วเลิกคิ้วอย่างไม่ใส่ใจ
เวินซูแค่นหัวเราะ “ฝันไปเถอะ”
เซิ่งเจิงโจวไม่ได้ปฏิเสธ
มาถึงขั้นนี้แล้ว ผ่านเรื่องราวมามากมาย การทำตามใจตัวเองบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร
เวินซูไม่ได้พาเซิ่งเจิงโจวไปโรงอาหารจริง ๆ
เพื่อเลี่ยงไม่ให้เรื่องกลายเป็นหัวข้อสนทนาอีก
ทั้งคู่กินมื้อหนึ่งในห้องทำงานของเธอ
เซิ่งเจิงโจวไม่ได้พูดส่ง ๆ เขาบอกว่าจะไปสืบเรื่องต้วนหลิงอี้ให้
หลังจากนั้น
เวินซูก็พักเรื่องนี้ไว้ก่อนชั่วคราว
ตอนค่ำ ขณะกลับไปสวนอวี้ เธอพบอวี้เหยี่ยนเว่ย
เขาเพิ่งวางสายโทรศัพท์
พอหันมาเห็นเธอ ก็ถามว่า “เซิ่งเจิงโจวไปหาคุณมาเหรอ?”
เวินซูพยักหน้า
“เขาไปเอาความดีความชอบกับคุณแล้วสินะ?” อวี้เหยี่ยนเว่ยยิ้มเยาะ