เสียงของซูจื้อเหยาทำให้อวี้ฉิ่งเฉิงสีหน้าเปลี่ยนไป
เขาหันไปมอง
ไม่รู้ว่าเวินซูลืมตาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร
ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งอารมณ์ใด
ไม่มีความโกรธ ความน้อยใจ หรือความเคียดแค้น
มีเพียงความสงบนิ่ง
ราวกับเป็นความสงบนิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้แล้ว
ความสงบนิ่งเช่นนี้ประหนึ่งดาบไร้รูปร่าง ทำให้สีหน้าของอวี้ฉิ่งเฉิงย่ำแย่ลงฉับพลัน เขาไม่ได้คิดจะทอดทิ้งเวินซู นั่นเป็นเพียงแผนแก้ขัดเท่านั้น
อย่างไรเสีย ก่อนหน้านี้ซูจื้อเหยากับสวี่จือหรานก็เคยมีเรื่องขัดแย้งและเข้าใจผิดกัน
ซูจื้อเหยาอาจคิดแก้แค้นสวี่จือหรานจริง ๆ ก็ได้ และเมื่อมีเวินซูอยู่ตรงนี้คอยถ่วงดุล ซูจื้อเหยาก็คงไม่ลงมือกับเวินซู ซึ่งเป็นโล่กำบังที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเธอที่สุดง่าย ๆ
“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” หัวใจอวี้ฉิ่งเฉิงกระตุกวูบ ราวกับถูกลวก เขาเผลออธิบายออกมาโดยไม่รู้ตัว
สวี่จือหรานรีบช่วยอธิบายเช่นกัน “พี่เฉิงรักลูกสาวนะคะ เมื่อกี้แค่ร้อนใจ เขาไม่ได้ตั้งใจ คุณเวินอย่าคิดมากเลยค่ะ”
“หุบปาก!” อวี้เหยี่ยนเว่ยเดือดดาล เขาถึงกับรู้สึกแทนเวินซูว่าเธอช่างน้อยใจเหลือเกิน เขาปวดใจขึ้นมา อย่างไรเสียการถูกพ่อทอดทิ้ง แถมยังได้ยินกับหูต่อหน้าแบบนี้ ใครจะไม่รู้สึกแย่
แต่ซูจื้อเหยากลับพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุดเวินซูก็ถูกจัดให้อยู่ข้างหลังคนอื่นเสียที
แค่มีใครสักคนทอดทิ้งเวินซู เธอก็ดีใจแล้ว
เธอหันไปมองเวินซู “จำคำพูดฉันไว้ให้ดีสิ เห็นไหม ต่อให้เธอเป็นคุณหนูตระกูลอวี้จริง ๆ ก็ไม่มีใครสนใจเธอหรอก สายเลือดจะสู้ความผูกพันที่เกิดจากการอยู่ด้วยกันวันแล้ววันเล่าได้อย่างไร เธอ เวินซู นับเป็นอะไรได้?”
