หันไปตามเสียง
เงาร่างชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาทางนี้ พลางหัวเราะเยาะเสียงเย็น “มารเสน่หา แกกล้าไม่เบาเลยนะ ยังกล้าบุกเข้าหัวกั๋วอีก ดูท่าบทเรียนครั้งก่อนที่ฉันให้แกคงยังไม่พอสินะ!”
“อย่าเข้ามา ได้โปรดอย่าเข้ามา!”
แววตาของเย่อู๋จูพร่าเลือน เธอบาดเจ็บสาหัสจนมองใบหน้าชายคนนั้นไม่ชัด ทำได้เพียงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนว่า “หนีไป รีบหนี...”
สิ้นเสียง เธอก็เอียงศีรษะล้มลง หมดสติไปทันทีเพราะเสียเลือดมากเกินไป
ทว่าเมื่อมารเสน่หาเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน เธอก็ราวกับถูกฟ้าผ่า แส้หนังในมือร่วงลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าเย่อหยิ่งเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอรีบคุกเข่าหมอบลงกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ “ท่าน...ท่านใหญ่ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่...”
ชายหนุ่มจุดบุหรี่ขึ้นอย่างไม่รีบร้อน แล้วเหลือบมองเย่อู๋จูที่หน้าซีดเผือด “ดูท่าแกจะรู้ที่มาของฉันแล้วสินะ?”
พอได้ยินคำพูดนั้น
วิญญาณของมารเสน่หาก็สั่นสะท้าน เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชายหนุ่ม ได้แต่ตอบเสียงสั่น “ใช่ค่ะ...”
“ครั้งก่อนบนเครื่องบิน เป็นความผิดของผู้น้อยเอง ขอท่านใหญ่โปรดอภัยด้วย”
เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มคนนั้นก็คือหลินโม่
หลินโม่สูบบุหรี่ พลางยิ้มบาง ๆ “ตอนที่ฉันบิดหัวราชาของพวกแกออกมาเตะเล่นเหมือนลูกบอล ฉันก็เตือนพวกแกแล้วว่าห้ามเข้าหัวกั๋ว แต่ดูเหมือนพวกแกจะไม่ได้เก็บคำพูดฉันไปใส่ใจเลยนะ!”
เมื่อได้ยินหลินโม่พูดเช่นนั้น มารเสน่หาก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาไม่หยุด
