“รีบอะไรนัก ช้า ๆ หน่อยสิ!”
“ช้าไม่ได้ ขนมันแน่นเหลือเกิน!”
เฉินยฺเหวียนออกแรงกับมือ นิ้วเสียบลงไปในกอขน ค่อย ๆ ถอนมันออกทีละน้อย
“งั้นก็เปลี่ยนวิธีสิ อย่าฝืน! เนื้อดี ๆ จะได้พังเพราะแกซะก่อน!”
เซี่ยฉุ่ยเหมย์อมพะนำ มองไม่ไหวจริง ๆ แต่ด้วยความกลัวอำนาจของเฉินยฺเหวียน ก็ไม่กล้าหยุด
“แยกตรงนั้นออกอีกหน่อย ไม่แงะมันเปิดแล้วจะยัดใส่ได้ยังไง……”
“ฉันก็กำลังแงะอยู่นี่ รีบเถอะ!”
……
หลิวอวิ๋นยืนอยู่ที่ประตู รู้สึกเหมือนฟ้าหมุนแผ่นดินกลับ
ภาพไม่สลักทั้งหลายผุดขึ้นในหัวโดยไม่รับคำสั่ง ยิ่งคิดยิ่งโกรธ ยิ่งคิดยิ่งแค้น สุดท้ายทนไม่ไหวอีกต่อไป!
โครม!
เธอเหวี่ยงเท้าเตะประตูห้องกระเด็น!
ตัวยังไม่ถึง เสียงก็ดังขึ้นก่อนแล้ว!
“เฉินยฺเหวียนเจ้าเสือดาวนรก! เจ้ากล้าหลอกฉันตอนไม่อยู่บ้านงั้นสินะ……”
พูดไปครึ่งคำ หลิวอวิ๋นก็แข็งค้างอยู่ตรงประตู
ในห้อง ขนไก่กองเกลื่อนพื้น
เซี่ยฉุ่ยเหมย์กำลังนั่งยองอยู่ที่พื้นข้างเตาไฟ มือกำลังแงะขาไก่ป่าที่อัดขนไปครึ่งตัว ส่วนเฉินยฺเหวียนก้มหน้ายัดเครื่องปรุงลงไปข้างใน
เห็นฉากนี้ หลิวอวิ๋นจะไม่เข้าใจได้ไงว่าเมื่อกี้เข้าใจผิดเสียแล้ว!
เอาตอนนี้ อยากหาซอกดินยัดตัวลงไปให้มิด!
เซี่ยฉุ่ยเหมย์มือยังกำขาไก่อยู่ หน้าแดงตามขาวสลับกัน ครึ่งวันกว่าจะพูดตะกุกตะกักได้คำเดียว
“พี่……พี่หลิวอวิ๋น กลับมาแล้วเหรอ?”
เฉินยฺเหวียนกลับทำเหมือนไม่มีอะไร ยืดเอวขึ้น เทือกเครื่องปรุงที่มือแล้วเทือกนั้นพูดว่า “เป็นอะไรไป? หน้าแดงขนาดนั้น ไปยืนหนาวนอกบ้านหรือ?”
หลิวอวิ๋นแดงตั้งแต่โคนคอไปจนถึงปลายหู ครึ่งวันแทบไม่มีคำออกจากปาก
“ฉ……ฉันไปซื้อเหล้ามา”
พูดจบก็วางขวดเหล้าลงบนโต๊ะ เดินหนีทันที
เฉินยฺเหวียนเอ่ยเชื่อง ๆ ว่า “เดินอยู่ตรงนั้น! เหล้าก็ซื้อแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จ เข้ามาเก็บขนไก่นี่”
หลิวอวิ๋นหยุดกึก เสียงหายใจแทบไม่รอดออกจากอกที่พลิกผันราวคลื่นลม
ไม่รู้ว่าเพราะเพิ่งเข้าใจผิดเรื่องเฉินยฺเหวียนกับเซี่ยฉุ่ยเหมย์หรือเปล่า ตอนนี้เธอกลับเชื่อฟังคำสั่งของเฉินยฺเหวียนซะอย่างนั้น
เฉินยฺเหวียนก็เดินไปตุ๋นไก่
เพียงแวบเดียว กลิ่นเนื้อก็แทงผ่านรอยต่อฝาหม้อลอดออกมา
เซี่ยฉุ่ยเหมย์นั่งยองข้างเตาจ้องตาค้าง กลืนน้ำลายไม่หยุด
หลิวอวิ๋นนั่งอยู่ริม炕 ความหอมของเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ดมมานานทำให้ใจเธอก็แอบคะนึงขึ้นมาบ้าง
……
พออาหารมาวางบนโต๊ะ หลิวอวิ๋นก็เหยียดตะเกียบไปที่จานไก่ป่าอย่างเป็นธรรมชาติ
เฉินยฺเหวียนเห็นดังนั้นก็ขวางเสียทันที
“นี่บ้านฉัน ไก่ป่าก็ฉันเอามาเอง ฉันบอกให้แกกินไก่ตอนไหน?”
พูดจบ เฉินยฺเหวียนก็ดันผักดองกับขนมปังนึ่งข้าวโพดไปทางหลิวอวิ๋น “ก่อนที่แกจะรู้สถานะของตัวเอง แกมีสิทธิกินแค่นี่”
เฉินยฺเหวียนไม่สนใจว่าเธอจะแอบสาปแช่งตัวเองอยู่หรือเปล่า เหยียบตะเกียบหยิบขาไก่หนึ่งใส่ลงถ้วยตัวเอง แล้วลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
เซี่ยฉุ่ยเหมย์ตรงข้ามเห็นดังนั้นก็ลังเลอยู่สักครู่
เฉินยฺเหวียนเห็นแล้วก็หยิบอีกขาไก่ใส่ลงถ้วยเธอ
ยามเช้าที่ตัวเองข้ามมิติมา เขาก็เปิดประตูสู่วัยผู้หญิงให้สาวนี่ไปแล้ว นับว่าเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว ย่อมต้องเอาใจใส่บ้าง
“กินเถอะ”
เซี่ยฉุ่ยเหมย์หน้ายิ้มทันที เริ่มแทะเล็ดแทะเลือดสนุกสนาน
ส่วนเฉินยฺเหวียนเท้าเหล้าขาวเชียงลงแก้วหนึ่ง หนึ่งคำเหล้าหนึ่งคำเนื้อ สุขใจสุดซี้
หลิวอวิ๋นนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือบีบขนมปังนึ่งข้าวโพดครึ่งก้อน กินคู่กับผักดองหัวไชเท้าจานเล็ก ตาเบิกกว้างดูขาไก่ราดน้ำมันมันที่หายเข้าปากเซี่ยฉุ่ยเหมย์
ในใจเธอเจ็บร้าวราวกับคนเอาเข็มปัก ปวดแสบปวดร้อน!
แบบนี้มันยุติธรรมตรงไหน?!
เธอหลิวอวิ๋นทำงานที่โรงแรมของรัฐในเมือง เดือนหนึ่งหาได้ 25 ตำลึง! ของแบบไหนไม่ดูดีกว่าเซี่ยฉุ่ยเหมย์?
ยิ่งถ้าเทียมรูปร่างและหน้าตา ในหมู่บ้านเค่าซานถุนเธอก็จัดอยู่ในแถวหน้า
เธอข้อไหนด้อยกว่าหญิงหม้ายตะกละตะกลามคนนี้กันนะ?!
เฉินยฺเหวียนนี่ก็ได้ แค่มองหน้าเธอตรง ๆ ยังไม่ทำ!
ไม่ใช่แค่ให้ขาไก่กับเซี่ยฉุ่ยเหมย์ ถึงเนื้ออกไก่นิดหน่อยก็ยังให้เซี่ยฉุ่ยเหมย์หยิบก่อน
มาถึงตัวเองก็เหลือแค่ถ้วยผักดองหัวไชเท้าจืดชืด กับขนมปังนึ่งแป้งรวมชิ้นหนึ่งที่แทะแล้วเจ็บฟัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เฉินยฺเหวียนกล้าทำกับเธอแบบนี้ได้ยังไง?!
หลิวอวิ๋นมองท่ากินอย่างเอร็ดอร่อยของเซี่ยฉุ่ยเหมย์ ฟันกรามแทบหัก
สาวเซี่ยคนนี้น่ะหรือ เมื่อวันก่อนยังเป็นฝ่ายเดียวกับเธออยู่เลย!
ยังไม่ทันถึงวันเดียว ก็นั่งยองกินเนื้อตรงหน้าคนอื่นเสียแล้ว!
แต่เซี่ยฉุ่ยเหมย์จะไปทันสนใจสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?
เธอจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้ได้กลิ่นเนื้อสัตว์มานานเท่าไร นับตั้งแต่ตระกูลหลิวเกิดเรื่อง ชีวิตของเซี่ยฉุ่ยเหมย์ก็แน่นลงวันแล้ววัน อย่าว่าแต่กินเนื้อ แม้แต่หยดน้ำมันยังแทบไม่เคยเห็น
วันนี้ยากจะมีไก่อ้วนพีนนึงวางอยู่ตรงหน้า ในหัวเธอเหลือคำเดียว……กิน! กิน! กิน!
ส่วนหลังจากกินมื้อนี้แล้ว เฉินยฺเหวียนจะให้เธอใช้อะไรหนี้ ตอนนี้เซี่ยฉุ่ยเหมย์สูญเสียความสามารถในการคิดไปหมดแล้ว
หลิวอวิ๋นกินข้าวอย่างแสนอัดอั้นจบ ก็ลุกขึ้นเดินไปทางห้องหน้า
เฉินยฺเหวียนพิงพนักเก็บเศษอาหารระหว่างฟัน เอ่ยเชื่อง ๆ ว่า “จะไปไหน?”
“กลับห้องไปนอน!” หลิวอวิ๋นโยนคำตอบมาอย่างไม่สบอารมณ์
“นอนเหรอ?”
เฉินยฺเหวียนหัวเราะเยาะหนึ่งครั้ง เงยคางไปทางห้องริมข้าง ๆ “จากนี้ไปแกไปนอนห้องนั่น”
คำพูดนี้ทำให้หลิวอวิ๋นหยุดกึกทันที หันหลังกลับมามองเฉินยฺเหวียนอย่างรวดเร็ว
ห้องริมนั้นเมื่อตอนสร้างเพื่อประหยัดวัสดุ สร้างมั่ว ๆ คล้ายจะเป็นจะตาย
ไม่ใช่แค่รอยต่อกำแพงรั่วลม แม้แต่หน้าต่างที่แตกก็เอากระดาษมาแปะหมั่นไส
เข้าหน้าหนาวทีไร ห้องนั้นเย็นเหมือนห้องน้ำแข็ง แถมยังต่ำต้อยกว่าคอกหมูอีก!
“เป็นไปได้ยังไงที่ให้ฉันนอนห้องนั้น?!” หลิวอวิ๋นเงยเสียงขึ้นสามองศา เธอโกรธจริง ๆ แล้ว!
เฉินยฺเหวียนไม่เสียดายแม้แต่จะเปิดหนังตา เสียงเรียบเย็นนิ่ง
“เพราะนี่บ้านฉัน ฉันคือคนพูดได้! ถ้าไม่สบายใจ ก็เลือกที่นอนเองสักที่สิ”
หลิวอวิ๋นโกรธจนตัวสั่น!
อยากด่า แต่พอเผชิญกับดวงตาคู่นั้นของเฉินยฺเหวียนที่ยิ้ม ๆ ไม่ยิ้ม ๆ
ถ้าบานปลายจริง ๆ คนที่เสียเปรียบแน่นอนคือเธอ!
ยิ่งตอนนี้เซี่ยฉุ่ยเหมย์ก็ยืนอยู่ฝ่ายเขาด้วย ตัวเธอไม่เหลือแม้แต่ผู้ช่วยสักคน
เธอกลืนคำที่จะพูดลงคออย่างฝืน ๆ โกรธจนเหวี่ยงเท้า แล้วหันหลังเดินไปทางห้องริมอันสังเวช
เซี่ยฉุ่ยเหมย์เห็นเธอกำลังจะไป ก็รู้หน้าที่หยิบผ้าห่มตามไป
“จะไปไหน?”
“ฉ……ฉันนอนกับพี่หลิวอวิ๋นมาตลอด พี่เขาไปห้องริม ฉันก็ต้อง……”
ยังไม่ทันจบประโยค เฉินยฺเหวียนก็ชูมือขึ้นหวัด ๆ
“เขานอนของเขา แกจะไปยุ่งอะไรด้วย? เข้ามาจัดที่นอนให้ฉัน”
คำนี้ทำให้เซี่ยฉุ่ยเหมย์นึกถึงเรื่องตอนเช้าขึ้นมาทันที……
เธอกอดผ้าห่มแข็งค้างอยู่ตรงนั้น ชำเลืองสายตาอ้อนวอนไปทางหลิวอวิ๋น
แต่ตอนนี้หลิวอวิ๋นเต็มท้องไปด้วยไฟ ไม่หันหลังกลับเลยเดินจากไป
ไม่มีทางเลือก เซี่ยฉุ่ยเหมย์จึงต้องกลับเข้าห้องกับเฉินยฺเหวียน
ในห้องริมหนาวเย็นและมืดมน หลิวอวิ๋นห่มผ้าห่มเก่าบาง ๆ แข็ง ๆ หนาวสั่นสะท้าน
ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ น้ำตาคลอเบ้าวาบวาบ แต่ก็พยายามฝืนอั้นมันไว้
ไม่ได้!
พรุ่งนี้จะไปหาประธานสวัสดิการสตรีเรียกร้องความเป็นธรรม!
บ้านเป็นของเฉินยฺเหวียนสร้างจริง แต่ฐานะการเป็นคนมาช่วยดูแลครอบครัวที่ขาดชายสู่ขอบนี้คือสวัสดิการสตรีเป็นผู้กำหนด ที่ไหนจะปล่อยให้เขาออกอากาศเด่นขนาดนี้ได้?!
ถ้ายอมให้เป็นต่อไปอย่างนี้ บ้านหลังนี้จะกลายเป็นหนึ่งเดียวที่เฉินยฺเหวียนพูดจริงเสียแล้ว!
เธอโกรธคว่ำตัวกลับด้านหนึ่งครั้ง กัดฟันแน่นตั้งสัจจะ!
พรุ่งนี้ต้องให้ประธานสวัสดิการสตรีจัดการเจ้าสัตว์นรกตัวนี้ให้จะได้!
คิดไปคิดมา เธอก็แอ่นหูฟังเสียงจากห้องหลัก……
รอไปครึ่งวันก็ไม่มีเสียงใด ๆ เลยสักนิด
สาวคนนั้น……อยู่ต่อในห้องไอ้ตัวนั้นจริง ๆ เหรอ?
หัวใจหลิวอวิ๋นเต้นตึกตัก กองไฟในใจลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
ในห้องหลัก เซี่ยฉุ่ยเหมย์เครียดกอดผ้าห่มไว้แน่น นั่งก็ไม่ใช่ ยืนก็ไม่ใช่
เฉินยฺเหวียนถอดเสื้อกั๊กนุ่งอยู่บน炕แล้ว มองเธอยิ้ม ๆ ไม่ยิ้ม ๆ
“งี้แล้วจะเป็นอะไร? รีบจัดที่นอนสิ”
เซี่ยฉุ่ยเหมย์สะดุ้งเฮงซวย รีบกระหน่ำผ้าห่มกรีดลงบน炕 มือสั่นขึ้นมาโดยไม่ฟังคำสั่ง
เฉินยฺเหวียนเห็นดังนั้นก็ชูมือหวัดขึ้นทันที
“พอเถอะ ประมาณนี้ก็ได้ แกก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้ามานั่ง”
เซี่ยฉุ่ยเหมย์สั่นกลัวเดินไปนั่งริม炕 บนก้นแตะขอบแค่ปลายเป็นเสี้ยว พร้อมลุกหนีตลอดเวลา
ไอ้ตัวนี้ตอนเช้ายังกล้า……เธอมาแล้ว ตอนนี้ยังให้นั่งบนเตียงเดียวกันอีก ไม่ใช่ยังตะกลามกายเธออีกใช่ไหม?!
เงียบไปครู่หนึ่ง เฉินยฺเหวียนก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน “ไก่เมื่อกี้ อร่อยไหม?”
เซี่ยฉุ่ยเหมย์อึ้ง ชั่วขณะแยกไม่ออกว่าหมายถึงตอนเช้าหรือตอนค่ำ
ตอบไปโดยไม่ทันคิด
“อร่……อร่อย”
“อร่อยก็แล้วกัน ฉันคนนี้คุยง่าย ไม่เคยกินอยู่คนเดียว ถ้าแกอยู่กับฉัน ตราบใดที่ฉันมีเนื้อจะกิน ก็ไม่มีวันลืมแก”
“แต่แกก็รู้นี่ ฟ้าใต้นี้ไม่มีข้าวฟรี ไก่ตัวนี้ฉันเอามาเอง แกน่าจะเริ่มคิดแล้วสิ จะตอบแทนฉันยังไง?”
คำนี้ทำให้หัวใจเซี่ยฉุ่ยเหมย์พุ่งขึ้นคอแทบ!
ตอบแทน……ให้เธอตอบแทนยังไงกัน?
ภาพที่ไม่สลักตอนเช้าแวบผ่านในหัวเซี่ยฉุ่ยเหมย์ทันที หน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันตา
เฉินยฺเหวียนกลับทำเป็นไม่เห็นสีหน้าของเธอ ทอดตัวนอนลงบน炕ตามสบาย ดึงผ้าห่มมาคลุมตัว หาวหนึ่งครั้ง
“ไม่รีบหรอก ค่อยคิดดี ๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
พูดจบ เฉินยฺเหวียนก็หลับตาลง
ไม่ช้าเสียงกรนสม่ำเสมอก็ดังมาจากฝั่งเฉินยฺเหวียน ก็เพราะตอนเช้าลุยกับสาวคนนี้ถึงหนึ่งชั่วโมง บ่ายก็ออกไปล่าเหยื่อบนเขาทั้งช่วงบ่าย เหนื่อยจะขาดใจอยู่แล้ว!
แต่เซี่ยฉุ่ยเหมย์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับไม่มีวี่แววง่วงเลยสักนิด
เธอลืมตามองคานห้องดำมืด ในหัวงุ่มง่ามเป็นโจ๊ก
ที่เขาว่าตอบแทนน่ะ หมายถึงอะไรกันแน่?
ให้เธอแบบตอนเช้านั่น……รับใช้เขา? หรือให้ช่วยทำงานบ้าน?
หรือไม่ก็……ไอ้ตัวนี้อยากพิชิตหลิวอวิ๋น เลยวางแผนให้เธอเป็นกองหนุ่ง?!
