โชคดีที่มือนั้นคลายออกอย่างรวดเร็ว อวิ๋นหนียกมือตบอกเบา ๆ อย่างขวัญเสีย ก่อนกลับเข้าห้องนอน
ในห้องน้ำ ลู่จิ่งเหยาเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านสะอาด ๆ แล้วก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
เขารู้อยู่แล้วว่าเมื่อครู่ตัวเองคิดมากไป ของใช้ในห้องน้ำคงถูกอวิ๋นหนีเก็บไป
ที่นี่จะไม่มีร่องรอยการใช้ชีวิตของเขาได้อย่างไร
พอออกจากห้องน้ำ ลู่จิ่งเหยาก็หยิบเสื้อผ้าที่ถอดออกไปวางไว้ตรงเครื่องซักผ้าบนระเบียง ตั้งเวลาให้ซักและอบแห้งเรียบร้อย
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาถึงเดินลังเลไปหยุดตรงหน้าประตูห้องนอน
ในจิตใต้สำนึก ลู่จิ่งเหยาคิดว่าในเมื่อเขากับอวิ๋นหนีอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ควรนอนเตียงเดียวกันเป็นธรรมดา
แต่พอเดินมาถึงหน้าประตู เขากลับรู้สึกประหม่าอย่างไม่มีสาเหตุ หัวใจเต้นเร็วรัว
เดิมทีอวิ๋นหนีกำลังนอนคว่ำไถคลิปสั้นอยู่บนเตียง พอเหลือบเห็นเงาร่างสูงใหญ่ตรงประตู นิ้วมือก็ชะงักค้าง
ลู่จิ่งเหยายืนกึ่งซ่อนอยู่ในแสงสลัวจากโคมไฟตรงทางเดิน รูปร่างสง่างามคมคายจนมองสีหน้าไม่ชัด ดูลึกลับชวนพิศวงและหล่อเหลาอยู่หลายส่วน
“หนีหนี...ผมนอนตรงไหนเหรอ?”
เสียงของเขาแผ่วต่ำ เจือความลังเลที่ไม่ค่อยแน่ใจ
อวิ๋นหนีกลืนน้ำลายเงียบ ๆ พลางคว่ำหน้าจอโทรศัพท์แนบกับอก แล้วส่งเสียงเรียกระบบในใจรัว ๆ
“ระบบ ระบบ พระเอกไม่ยอมนอนบนโซฟาตอนดึก ๆ แต่มาถามฉันว่าควรนอนตรงไหนเนี่ยนะ? หรือว่าเขาอยากนอนเตียงเดียวกับฉัน?”
ระบบเหลือบมองเนื้อเรื่องต้นฉบับแล้วหาวอย่างไม่ใส่ใจ
[โฮสต์คิดมากไปแล้ว ในเรื่องต้นฉบับ นางรองพยายามชวนพระเอกนอนเตียงเดียวกันหลายครั้ง แต่พระเอกก็ปฏิเสธอย่างสุภาพตลอด เขาคงแค่มาถามตามพิธีว่าคุณจะจัดให้เขานอนตรงไหน โฮสต์ก็แค่ทำตามบทนางรอง แสดงท่าทีตามตื๊อเขาไม่เลิก ทำเหมือนอยากเกาะติดเขาจนแยกไม่ออก รับรองว่าเขาจะเป็นฝ่ายขอไปนอนบนโซฟาเอง]
อวิ๋นหนียังอดกังวลไม่ได้ แต่ที่ระบบพูดมาก็ฟังดูมีเหตุผล
เธอกระแอมเบา ๆ ยัดโทรศัพท์ไว้ใต้หมอน แล้วพลิกตัวหันไปทางเงาร่างตรงประตู ส่งสายตาแสนงอนปนออดอ้อนให้เขา
“ต้าลี่ พูดอะไรแบบนั้นล่ะ? คุณเป็นแฟนฉัน เราก็ต้องนอนเตียงเดียวกันสิ...หรือว่าคุณไม่อยากนอนกับฉัน?”
พูดจบ เธอก็ซุกหน้าลงกับหมอน ทำท่าราวกับกำลังงอน “ถ้าคุณไม่อยากนอนด้วยกันก็ไม่เป็นไร คุณไปนอนโซฟาก็ได้...”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ลู่จิ่งเหยาที่อยู่ตรงประตูก็ก้าวยาว ๆ เข้ามาอย่างไม่รอช้า
ถัดมา ที่นอนก็ยุบลงเล็กน้อย ก่อนร่างอุ่นร้อนร่างหนึ่งจะขยับมานอนแนบข้างเธอ
อวิ๋นหนีตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง
เธอถึงกับได้กลิ่นสบู่อาบน้ำหอมแบบเดียวกับที่ตัวเองใช้จากตัวเขา
แต่ปัญหาคือ เขาไม่ควรจะหลบหน้านางรองแทบไม่ทัน แล้วเป็นฝ่ายขอไปนอนบนโซฟาหรือไง?
“ระบบ!” อวิ๋นหนีกรีดร้องในใจ “ทำไมเขาถึงนอนลงมาแล้วล่ะ?”
ระบบเองก็ดูทำอะไรไม่ถูก น้ำเสียงเจือความตื่นตระหนก
[ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...ตามหลักแล้ว เขาควรจะต่อต้านการนอนเตียงเดียวกับคุณมากสิ]
“แล้วตอนนี้ทำยังไงดี?”
[อย่าเพิ่งรีบร้อน ขอฉันคิดก่อน]
ระบบครุ่นคิดอย่างจริงจัง ไม่นานก็ได้ข้อสรุป
[ฉันว่าบางทีพระเอกอาจยังไม่รู้ฤทธิ์คุณก็ได้]
[ฉันกลับไปอ่านต้นฉบับอีกรอบแล้ว ในนั้นนางรองแทบจะเอาเวลานอกจากกินข้าว นอนหลับ แล้วก็ไปทำงาน มาคิดหาวิธีรวบหัวรวบหางพระเอกตลอด แม้แต่กลางดึกก็ยังแอบฉวยโอกาสตอนพระเอกหลับจู่โจมเขา จนพระเอกตกใจกลัวถึงขั้นยอมออกไปนอนใต้สะพาน]
[ทำแบบนี้นะ เดี๋ยวพอพระเอกหลับแล้วคุณก็แอบจู่โจมเขาบ้าง รับรองว่าเขาจะตกใจจนวิ่งหนีไปนอนโซฟาแทบไม่ทัน]
อวิ๋นหนีฟังแล้วกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “แน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่ความคิดแย่ ๆ?”
ระบบพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
[โฮสต์วางใจได้ พระเอกไม่มีทางคิดอะไรกับนางรองแน่นอน ขอแค่คุณทำท่าสนิทสนมกับเขานิดหน่อย เขาก็จะหอบโซฟาหนีไปในคืนนี้เลย]
อวิ๋นหนียังลังเลอยู่ แต่ตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว
เธอเงยหน้าขึ้นจากหมอน แล้วเหลือบมองลู่จิ่งเหยาที่นอนอยู่ข้าง ๆ
เขาพลิกตัวหันมาหาเธออย่างเป็นธรรมชาติ ใช้แขนรองศีรษะแล้วมองเธอ สีหน้าคล้ายกำลังยิ้ม
หลังลู่จิ่งเหยาล้มตัวลงนอน เขาถึงสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายตัวแข็งทื่อ ที่แท้คืนนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ประหม่า
เขาอดหัวเราะเสียงต่ำไม่ได้ แผ่นอกสั่นไหวเล็กน้อย
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของชายหนุ่ม เมื่อเข้าหูอวิ๋นหนีกลับฟังเหมือนกำลังยั่วโมโหเธอ
เขากำลังหัวเราะเยาะเธอหรือไง?
ความอยากเอาชนะของอวิ๋นหนีพลันปะทุขึ้น เธอหันขวับไปถลึงตาใส่ลู่จิ่งเหยาอย่างทั้งอับอายทั้งโมโห “ลู่ต้าลี่ คุณหัวเราะอะไร? มีอะไรน่าขำนักหนา!”
ลู่จิ่งเหยาพยายามกลั้นยิ้ม ทว่าประกายในดวงตายังไม่จาง เขาเอียงหน้ามองเธอ น้ำเสียงยังเจือรอยยิ้มอยู่เล็กน้อย “ไม่มีอะไร แค่คิดว่าคุณน่ารักดี”
“น่ารัก?” อวิ๋นหนีอึ้งไป ก่อนจะไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลของเขา “พอเลย เมื่อกี้คุณหัวเราะเยาะฉันชัด ๆ!”
“ผมไม่ได้หัวเราะเยาะคุณจริง ๆ” ลู่จิ่งเหยายกมือข้างหนึ่งขึ้นทำท่ายอมแพ้ สีหน้าจริงใจ “ผมดีใจที่คุณยอมให้ผมนอนบนเตียง”
ตอนพูด น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นธรรมชาติและจริงใจ อวิ๋นหนีจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง กลับแยกไม่ออกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือกำลังแสดงละครอยู่
เธอรู้สึกพ่ายแพ้อยู่หน่อย ๆ พระเอกคนนี้ไม่เล่นตามบทเลย ทำเอาฝีมือการแสดงของเธอดูแย่ไปหมด
แต่อวิ๋นหนีไม่อยากยอมแพ้ จึงตัดสินใจทำตามแผนของระบบให้เร็วขึ้น
ในเมื่อเขานอนลงมาแล้ว เธอก็รุกให้มากกว่านี้อีกหน่อย ทำให้เขาตกใจจนหนีไปเลยดีกว่า
มาดูกันสิว่าเขาจะยังแสดงต่อไปได้อย่างไร
คิดได้ดังนั้น อวิ๋นหนีก็พลิกตัวหันหน้าเข้าหาเขาทันที มือข้างหนึ่งยันหมอนไว้ ส่วนท่อนบนโน้มเข้าไปหาเขา
ระยะห่างระหว่างทั้งสองหดสั้นลงในพริบตา ลมหายใจของลู่จิ่งเหยาพลันสะดุด
ขนตางอนงามของเธอกะพริบไหวอยู่ตรงหน้า แววตาคู่นั้นส่องประกายเจ้าเล่ห์
“ต้าลี่...” อวิ๋นหนีทำเสียงอ่อนหวาน ทอดเสียงท้ายประโยคยาวอย่างออดอ้อน “ดูสิ คืนนี้บรรยากาศดีขนาดนี้ เราควรจะ...ทำเรื่องที่คู่รักเขาทำกันไหม?”
ระหว่างพูด มืออีกข้างของเธอก็ยื่นออกไปแล้ว ปลายนิ้วแตะลงบนอกเขาเบา ๆ ลูบไล้อย่างหยั่งเชิง
อวิ๋นหนีเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน ลู่จิ่งเหยาจึงตั้งตัวไม่ทันอยู่ชั่วขณะ
แต่ความอุ่นจากปลายนิ้วส่งผ่านเสื้อผ้าบาง ๆ มา ราวกับเปลวไฟเล็ก ๆ ที่แผดเผาจนลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงเล็กน้อย
เมื่อเห็นเขานิ่งอึ้ง อวิ๋นหนีก็แอบดีใจ
คราวนี้คงตกใจแล้วสินะ?
แต่ในวินาทีถัดมา ลู่จิ่งเหยากลับยกมือขึ้นกะทันหัน
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ วางมือลงบนหลังมือเธอ หยุดปลายนิ้วซุกซนของเธอไว้
แววตาที่เดิมมีรอยยิ้มหม่นลง น้ำเสียงก็ต่ำกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย แหบพร่าด้วยความอดกลั้น
“หนีหนี คุณรู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”
รอยยิ้มของอวิ๋นหนีแข็งค้างอยู่ตรงมุมปาก
ตอนนี้เธอถึงได้รู้ว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกเหมือนคนถูกทำให้ตกใจเลยสักนิด กลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงที่ถูกกดกลั้นไว้
ราวกับสัตว์ป่าที่ถูกยั่วเย้า แต่ยังไม่ลงมือ
เธอพลันได้สติขึ้นมาในทันที
“ฉัน...ฉัน...” สมองของอวิ๋นหนีหมุนติ้ว แต่ปากกลับไม่ยอมทำตาม “ฉัน...”
เธออยากดึงมือกลับ แต่ลู่จิ่งเหยาไม่ได้จับแน่น ทว่ากลับพอดีจนเธอดึงไม่หลุด
อวิ๋นหนีแทบร้องไห้ไม่ออก รู้สึกเหมือนยกหินขึ้นมาทุ่มใส่เท้าตัวเองแท้ ๆ
ส่วนระบบที่ออกความคิดแย่ ๆ ให้ ตอนนี้กลับเงียบสนิท ทำเป็นตายอยู่ตรงนั้น
ลู่จิ่งเหยาพลิกตัวขึ้นมาคร่อมแล้ว ลมหายใจร้อนผ่าวตกกระทบข้างลำคอของเธอ ชวนให้เกิดอาการคันยุบยิบไปทั่ว
ขณะที่อวิ๋นหนีกำลังจะยกมือผลักเขา เขาก็หยุดลงก่อน เสียงแหบพร่าดังขึ้นข้างหูเธอ
“ถุงยางที่บ้านอยู่ไหน?”
