“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาน่ะ”
หยุนหนีพึมพำเบา ๆ บิดตัวอย่างเขินอายอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่ง
พอเธอขึ้นรถ เฉิงจิ่งเหยาก็เกรงใจคนขับที่นั่งอยู่ข้างหน้า จึงไม่ได้ดึงเธอเข้ามาใกล้ตัว ระหว่างทั้งสองยังมีที่นั่งคั่นอยู่หนึ่งที่
หยุนหนีสำรวจรถเก๋งคันนี้อย่างละเอียด ภายในบุด้วยหนังแท้ สัมผัสนุ่มมือ กลิ่นก็ไม่ฉุน ระบบเก็บเสียงของรถยอดเยี่ยมมาก พอขับออกไปก็แทบไม่ได้ยินเสียงจากข้างนอก แม้แต่แรงกระเทือนก็ไม่มี
ในยุคนี้ รถเก๋งที่วิ่งอยู่บนถนนในเมืองหลวงมีไม่มาก ส่วนคนที่มีรถหรูแบบนี้ยิ่งหาได้ยาก
ที่ทำงานของพ่อหยุนหนีมีรถส่วนกลางอยู่สองคันก็จริง แต่มีไว้ให้พวกผู้บริหารนั่งเวลาออกไปทำธุระ ปกติใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
รถของเฉิงจิ่งเหยาคันนี้ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นรถส่วนตัว แถมยังมีคนขับรถให้เป็นกิจจะลักษณะ
เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบเบาะหนังแท้ใต้ตัว แล้วลองกดที่วางแขนอย่างสงสัย ก่อนจะขยับเข้าไปดูของตกแต่งบนประตูรถอีกด้วย
ในใจอดทอดถอนใจไม่ได้ว่า ตอนนี้เฉิงจิ่งเหยารุ่งเรืองขึ้นมากจริง ๆ ไม่เพียงมีรถเก๋งนั่ง ยังมีคนขับรถคอยรับใช้ด้วย
เฉิงจิ่งเหยานั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร เพียงมองเธอลูบตรงนั้นที มองตรงนี้ที ราวกับเด็กน้อยที่กำลังตื่นตาตื่นใจ
หยุนหนีสำรวจจนพอใจแล้วจึงหันไปมองเฉิงจิ่งเหยาพร้อมรอยยิ้ม หยอกเย้าว่า “พี่เฉิง ตอนนี้พี่รุ่งเรืองขึ้นจริง ๆ นะ มีทั้งรถเก๋ง ทั้งคนขับรถ”
เฉิงจิ่งเหยาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “มีรถไว้สักคัน ทำธุรกิจสะดวกขึ้น”