ภายในห้องมีแสงสลัว ชายคนหนึ่งในชุดจงซานสีเทามองเห็นคนที่เข้ามาชัดเจนแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น
“อ้าว ทำไมวันนี้ถึงมาแล้วล่ะ ยังไม่ถึงกำหนดส่งของของพวกเราเลยนี่”
เฉิงจิ่งเหยาปิดประตูตามหลังอย่างไม่ใส่ใจ สายตากวาดมองไปรอบห้อง “พี่อู๋อยู่ไหมครับ?”
“อยู่ข้างใน” ชายคนนั้นบุ้ยปากไปทางห้องด้านใน ก่อนหันกลับมามองสำรวจเขา “วันนี้มาหาเขามีธุระอะไรหรือ?”
“ครับ”
เฉิงจิ่งเหยาขานรับ แล้วเดินตรงเข้าไปด้านใน
ชายคนนั้นมองตามแผ่นหลังของเขา พลางจุปากเบา ๆ อย่างอดไม่ได้
เจ้าเด็กนี่ก็ยังพูดน้อยเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
แม้เฉิงจิ่งเหยาจะอายุน้อย แต่หัวไว ทำงานรอบคอบ ติดต่อกับคนอย่างพวกเขาก็ไม่เคยอ้อมค้อม ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยสืบเรื่องที่ไม่ควรสืบ และไม่เคยทำผิดกฎเพราะความโลภชั่ววูบ
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ของล็อตหนึ่งทางพวกเขามีปัญหา คนที่ปกติเรียกกันว่าพี่น้องต่างหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก แต่เฉิงจิ่งเหยากลับอาศัยคำพูดไม่กี่คำ หาผู้ซื้อให้ของที่เกือบจะค้างอยู่ในมือพวกเขาได้
ตั้งแต่นั้นมา พี่อู๋ก็เริ่มมองเด็กคนนี้ต่างไปจากเดิม
เฉิงจิ่งเหยาเปิดม่านผ้าของห้องด้านใน แล้วก็เห็นพี่อู๋นั่งอยู่ข้างโต๊ะ กำลังใช้ลูกคิดตรวจบัญชี
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า อู๋เฉิงเสียงก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าดูประหลาดใจเล็กน้อย “เสี่ยวเฉิง ทำไมวันนี้ถึงมาแล้วล่ะ เรื่องที่ฉันฝากให้ช่วยถามคราวก่อน มีข่าวแล้วหรือ?”
เฉิงจิ่งเหยาพยักหน้า “พอได้เบาะแสบ้างแล้วครับ”
“เล่ามาสิ”
“โรงงานทอผ้าในอำเภอมีผ้าคงคลังล็อตหนึ่งที่ต้องจัดการจริงครับ แต่ไม่ได้ขายออกเองโดยตรง ต้องกระจายผ่านระบบจัดซื้อและจัดจำหน่ายของรัฐ ทางที่พี่คิดจะไปรับของจากโรงงานโดยตรงคงใช้ไม่ได้”
