15 นาทีต่อมา
รถจี๊ปชะลอความเร็ว ก่อนเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่มีต้นหยางสูงใหญ่เรียงรายอยู่สองข้างทาง
โจวหานจางเห็นกำแพงกับป้อมยามซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของค่ายทหารอยู่เบื้องหน้า
เมื่อป้อมยามเห็นโจวหานจาง ก็รีบยกมือทำความเคารพทันที
โจวหานจางบอกว่า “มาหาคน”
คนในป้อมยามรีบเข้าไปโทรศัพท์ ไม่นานนักก็เปิดประตูให้
โจวหานจางขับรถเข้าไป จนกระทั่งมาหยุดอยู่ใต้ตึกอิฐแดงสูงห้าชั้นหลังหนึ่ง
ด้านล่างมีคนยืนรออยู่แล้ว
ดับเครื่อง ลงจากรถ
คนที่รออยู่เดินมาถึงข้างรถพอดี
เขาสูงกว่า 180 เซนติเมตร ใบหน้าขาวสะอาดดูสุภาพ สวมแว่นกรอบเงิน ขณะนี้กำลังยิ้มให้โจวหานจาง
“ดึกดื่นป่านนี้มาหาฉันทำไมล่ะ ไม่ใช่ว่ากลับบ้านไปพบคุณปู่หรือ แล้วถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน ตอนนี้ก็ควรไปหาหมอเวรนะ”
โจวหานจางมีสีหน้าเฉยชา “ขึ้นไปคุยกันก่อน”
ดูท่าจะมีเรื่องจริง ๆ
สวีจื้อหย่วนแตะจมูก ก่อนเดินตามขึ้นไป
ห้องพักของเขาอยู่ชั้นสาม มีพื้นที่ราว 15 ตารางเมตร มีเตียงเหล็กเดี่ยวหนึ่งหลัง โต๊ะเขียนหนังสือไม้ตั้งชิดหน้าต่าง บนโต๊ะวางแฟ้มประวัติผู้ป่วยหนาเตอะ แก้วเคลือบมีปากกาหมึกซึมเสียบอยู่สองด้าม ข้างกันเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์ราคาแพงเครื่องหนึ่ง ส่วนด้านข้างมีชั้นหนังสือหวายที่อัดแน่นไปด้วยตำราการแพทย์และวารสารเก่าเหลือง
ผนังสะอาดสะอ้าน มีเพียงแผนภาพกายวิภาคมนุษย์มาตรฐานแปะอยู่แผ่นหนึ่ง พอมองเข้าไปก็เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกอย่างดูเคร่งครัดจริงจัง แม้แต่หนังสือก็จัดเรียงตามหมวดหมู่และความสูงอย่างเข้มงวด ทว่าโจวหานจางกลับรู้สึกสบายตา
ทั้งคู่ต่างมีนิสัยเจ้าระเบียบอยู่บ้าง
