“ยังมีเบาะแสอื่นอีกหรือไม่?” จิ่วจิ่วถามอวิ๋นเหวินเจีย
อวิ๋นเหวินเจียส่ายหน้า “ข้าเพิ่งเข้าร่วมองค์กรได้ครึ่งปี เรื่องภายในองค์กรจึงรู้น้อยนัก ข้าไม่ได้หลอกเจ้า ขอร้องล่ะ ไว้ชีวิตข้าด้วย!”
จิ่วจิ่วพยักหน้า “เอาเถิด!”
อวิ๋นเหวินเจียดีใจเป็นล้นพ้น รีบโขกศีรษะขอบคุณจิ่วจิ่วที่ยอมปล่อยตนไป
คาดไม่ถึงว่าคำพูดถัดมาของจิ่วจิ่วกลับเป็น “ตัดเอ็นมือเอ็นเท้านางเสีย แล้วเนรเทศนางไปพร้อมกับคนอื่น ๆ ในตระกูลอวิ๋น”
“ไม่! เจ้ามาทำกับข้าเช่นนี้ไม่ได้ เจ้ารับปากแล้วว่าจะปล่อยข้าไป” อวิ๋นเหวินเจียตะโกนใส่จิ่วจิ่วอย่างไม่อยากเชื่อ
นางด่าจิ่วจิ่วว่าไร้สัจจะ
ด่าว่านางต่ำช้าไร้ยางอาย
จิ่วจิ่วยักไหล่ แบมือทั้งสองข้าง “ข้าบอกแล้วนี่ หากคุยกันจนข้าพอใจ ข้าถึงจะปล่อยเจ้าไป เจ้ายังไม่ได้ทำให้ข้าพอใจเสียหน่อย เหตุใดข้าต้องปล่อยเจ้าไปด้วย?”
กล่าวจบ จิ่วจิ่วก็ลุกขึ้นเตรียมจากไป
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องขัง นางพลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยว่า “เกือบลืมไป ฆ่าเขาเสีย ตัดศีรษะส่งให้โถงเทียนจี ให้พวกเขาช่วยส่งไปถึงมือองค์กรดอกบัวทมิฬ”
จิ่วจิ่วฮัมเพลงเดินออกไป ด้านหลังมีเสียงกรีดร้องราวหัวใจแตกสลายของอวิ๋นเหวินเจียดังตามมา
ยิ่งนางร้องอย่างทุกข์ทรมาน อารมณ์ของจิ่วจิ่วยิ่งเบิกบาน
เมื่อออกจากคุกของกรมพระอาญาสิทธิ์ เจ้ากรมพระอาญาสิทธิ์ ใต้เท้าฟ่าน ก็มารออยู่ด้านนอกนานแล้ว
ครั้นเห็นนางพาคนออกมา เขาก็รีบก้าวเข้ามาทักทาย “เรื่องของจวิ้นจู่จัดการเรียบร้อยแล้วหรือขอรับ?”
“เรียบร้อยแล้ว” จิ่วจิ่วพยักหน้า
จากนั้นนางก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงกำชับใต้เท้าฟ่านว่า “ช่วยจับตาดูอวิ๋นเหวินเจียไว้ อย่าให้นางตาย อย่างไรนางก็เคยช่วยเสี่ยวเยวียนจื่อไว้ ยังต้องไว้ชีวิตนาง”
