“เจ้าคิดว่าเปิ่นกงเป็นชายบำเรอในหอคณิกาหรือ? หืม?”
เซียวจิ่วเยวียนก้มลง โน้มเข้าไปกระซิบข้างหูไป๋เสี่ยวหนิงทีละคำ
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเย็นชา ราวกับสาดน้ำลงมาหนึ่งอ่าง ทำให้สมองและร่างกายอันร้อนรุ่มของไป๋เสี่ยวหนิงสงบลงในชั่วพริบตา
นางพลันยื่นมือออกไปผลักเขาอย่างแรง
ทว่าเซียวจิ่วเยวียนกลับยื่นแขนออกมาคว้านางกลับเข้าไปในอ้อมกอดอีกครั้ง
“ท่าน... อื้อ...”
ไป๋เสี่ยวหนิงเพิ่งเอ่ยปาก ริมฝีปากก็ถูกบางสิ่งอุ่นร้อนปิดไว้
ถ้อยคำที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไปทั้งหมด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เซียวจิ่วเยวียนจึงผละนางออกอย่างฉับพลัน
ริมฝีปากของเขาถูกกัดจนแตก มีเลือดสีแดงสดซึมออกมาเล็กน้อย
“เจ้ากัดข้าหรือ?” เขาหรี่ตามองไป๋เสี่ยวหนิง
ยามนี้สภาพของไป๋เสี่ยวหนิงดูยุ่งเหยิงไม่น้อย
นางพยุงโต๊ะไว้ หอบหายใจถี่
ชาดทาปากเลอะเลือนไปแล้ว ริมฝีปากยังบวมแดงเล็กน้อย
แววตาของนางยังคงพร่าเลือนอยู่หลายส่วน
เสื้อผ้าก็ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ
สภาพเช่นนี้ชวนให้คิดว่านางเพิ่งถูกใครรังแกอย่างหนักมา
ทำให้คนอยากรวบนางเข้ามาในอ้อมกอด แล้วรังแกต่ออีกครั้ง
“ไท่จื่อโปรดสำรวมพระองค์ด้วย!”
ไป๋เสี่ยวหนิงล่วงรู้ว่าเขาคิดจะทำสิ่งใดต่อ จึงรีบห้ามปราม
เซียวจิ่วเยวียนมองท่าทางต่อต้านของนาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “หากเปิ่นกงไม่สำรวมเล่า?”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร? กัดเปิ่นกงอีกสักคำหรือ?”
ระหว่างเอ่ย เซียวจิ่วเยวียนยื่นนิ้วหัวแม่มือขึ้นแตะริมฝีปากตน
ริมฝีปากของเซียวจิ่วเยวียนเปื้อนโลหิต ยิ่งเพิ่มความชั่วร้ายขึ้นกว่าปกติหลายส่วน
