ทหารรักษาพระนครและคนจากกรมพระอาญาสิทธิ์เอ่ยถ้อยคำอย่างชัดเจนจนโจวเสวียยินได้ยิน
ยามนี้นางตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไม่ว่าอย่างไร ตัวตนของนางจะถูกเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด
หากมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คงต้องตามไปกรมพระอาญาสิทธิ์ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสชี้แจงฐานะของตน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โจวเสวียยินจึงยอมให้คนจากกรมพระอาญาสิทธิ์พาตัวไป
ระหว่างทางที่ถูกพาไปกรมพระอาญาสิทธิ์ จู่ ๆ ก็มีลมประหลาดพัดกรรโชก หมวกคลุมหน้าที่โจวเสวียยินสวมอยู่พลันถูกพัดปลิว
ใบหน้าอ่อนหวานงดงามของนางปรากฏต่อสายตาผู้คน
“ว้าว งดงามเหลือเกิน!”
“ข้าเหมือนจะเคยเห็นหญิงงามผู้นี้ที่ไหนมาก่อน คุ้นตายิ่งนัก”
“นางมิใช่คุณหนูใหญ่แห่งจวนติ้งหย่วนโหวหรือ? เมื่อหลายปีก่อนยังออกไปไหนมาไหนกับคุณชายใหญ่แห่งจวนติ้งหย่วนโหวอยู่บ่อย ๆ”
“แต่คุณหนูใหญ่แห่งจวนติ้งหย่วนโหวเข้าวังไปเป็นพระสนมแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ แถมยังถูกทางการจับกุมอีก?”
“นั่นสิ บางทีอาจเป็นเพียงคนหน้าคล้ายกันก็ได้”
“ไม่ใช่แน่ ต้องเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนติ้งหย่วนโหว นางชอบขนมของบ้านข้าที่สุด ข้าไม่มีทางจำคนผิด”
……
ทุกคนต่างพูดกันคนละคำสองคำ
ไม่นานตัวตนของโจวเสวียยินก็ถูกเปิดโปง
โจวเสวียยินได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง สีหน้าพลันย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนจิ่วจิ่วผู้จงใจใช้ลมประหลาดพัดหมวกคลุมหน้าของโจวเสวียยินจนหลุด เป็นผู้ชักใยให้โจวเสวียยินตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่กลับซ่อนตัวเงียบเชียบ ไม่เผยผลงาน
