ตำหนักทรงอักษร จิ่งชินอ๋องกำลังร่ำไห้ฟ้องจักรพรรดิจิ้นยวนตี้
“เสด็จพี่ เมื่อห้าปีก่อน ไท่จื่อสังหารบุตรสายตรงของกระหม่อม ผ่านไปห้าปี บุตรีของไท่จื่อกลับทำร้ายกระหม่อมจนเป็นเช่นนี้ต่อหน้าผู้คน หากเสด็จพี่ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อม กระหม่อมจะเอาศีรษะโขกตายอยู่ในตำหนักทรงอักษรแห่งนี้ของเสด็จพี่”
จิ่งชินอ๋องร้องไห้จนมูกน้ำตาไหลพราก สภาพน่าเวทนายิ่งนัก
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้เห็นแล้วก็อดรู้สึกเห็นใจมิได้
อย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็เป็นน้องชายร่วมมารดาของตน
แม้จะประพฤติตนเหลวไหลไปบ้าง แต่ก็ยังมิได้ทำเรื่องเกินเลยอันใด
จึงตรัสเสียงเบาว่า “เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้ เราส่งคนไปตามไท่จื่อกับหย่งอานมาแล้ว เรื่องนี้เราจะสอบถามให้กระจ่าง และให้คำตอบแก่เจ้า”
“กระหม่อมขอบพระทัยเสด็จพี่” สีหน้าของจิ่งชินอ๋องจึงดีขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นเขากล่าวต่อว่า “เสด็จพี่ทรงโปรดปรานตำหนักบูรพามากเกินไป จนเด็กนอกสมรสที่แม้แต่จะนับเป็นบุตรอนุยังไม่ได้ผู้นั้น กล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ลงมือทำร้ายอ๋องแห่งราชสำนักต่อหน้าสาธารณชน”
“หากเสด็จพี่ไม่ลงโทษนางอย่างหนัก นางย่อมยิ่งกำเริบเสิบสาน ก่อเรื่องเหลวไหลมากขึ้น และสร้างหายนะใหญ่หลวงเป็นแน่”
ระหว่างที่เซียวจิ่วเยวียนกับจิ่วจิ่วยังมาไม่ถึง จิ่งชินอ๋องฉวยโอกาสยุยงให้จักรพรรดิจิ้นยวนตี้เกิดความระแวง
ครั้งสองครั้งเขาอาจไม่ใส่ใจ แต่หากได้ยินบ่อยเข้า เขาไม่เชื่อหรอกว่าเสด็จพี่จะไม่เก็บไปใส่พระทัย
ประจวบกับเวลานั้น จิ่วจิ่วกับเซียวจิ่วเยวียนก็ถูกขันทีนำเข้ามาในตำหนักทรงอักษร
ทั้งคู่ได้ยินถ้อยคำที่จิ่งชินอ๋องกล่าวพอดี
“พูดถึงผู้อื่นลับหลัง ระวังลิ้นจะเน่าเอานะ!” จิ่วจิ่วส่งเสียงฮึดฮัดสองครั้ง
