ภายในตำหนักทรงอักษร จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กำลังพบเจียงเจวี๋ย
“ฮัดเช้ย...”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้จามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เจียงเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความห่วงใยทันที “ฝ่าบาททรงประชวรหรือพ่ะย่ะค่ะ? ให้ตามหมอหลวงมาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ขันทีใหญ่รีบกล่าวเสริม “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ให้ตามหมอหลวงมาตรวจพระวรกายเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้อง เราไม่เป็นไร เพียงแต่จู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง...” คำพูดที่เหลือของจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ยังไม่ทันเอ่ยออกมา
ก็ได้ยินเสียงดังสนั่น “ปัง!”
ที่แท้มีคนถีบประตูตำหนักทรงอักษรเปิดออกอย่างแรง
“บังอาจ! ผู้ใดกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ บุกรุก...” ขันทีใหญ่ยังดุด่าไม่ทันจบ ก็เห็นจวิ้นจู่หย่งอานยืนตาแดงก่ำอยู่หน้าประตู “จวิ้นจู่หย่งอาน? เหตุใดท่านจึงร้องไห้พ่ะย่ะค่ะ?”
“ฝ่าบาท ทรงทอดพระเนตรเถิด จวิ้นจู่ถูกเอาเปรียบมาสักเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ?”
พอเห็นจิ่วจิ่วยืนทำหน้าเศร้าสร้อยอยู่ตรงนั้น ขันทีใหญ่ก็ลืมคำตำหนิที่ยังกล่าวไม่จบไปเสียสิ้น
เมื่อเห็นจิ่วจิ่วมีท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ หัวใจของขันทีใหญ่ก็แทบแตกสลาย
เขาไม่สนใจเรื่องอื่นอีก หันไปช่วยจิ่วจิ่วร้องทุกข์ต่อจักรพรรดิจิ้นยวนตี้ทันที
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ได้ยินว่าจิ่วจิ่วร้องไห้ ก็ขมวดพระขนงเช่นกัน
“หย่งอาน มาหาเรานี่” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กวักพระหัตถ์เรียกจิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วเดินเข้ามาสองสามก้าว แล้วก็ไม่ยอมเดินต่อ
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ถามนาง แต่นางกลับไม่พูด
เอาแต่ก้มหน้าหงอย ราวกับกำลังบอกว่าข้าถูกเอาเปรียบยิ่งนัก แต่ข้าไม่พูดหรอก ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
หากนางโวยวายร้องทุกข์ จักรพรรดิจิ้นยวนตี้คงไม่เป็นห่วงนัก
แต่ท่าทางเช่นนี้ช่างทำให้ผู้คนปวดใจยิ่ง
“หย่งอาน เจ้า...” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้กำลังจะถามต่อ ก็ถูกคนขัดจังหวะ
