“อ้า อ้าปากสิ!”
ไป๋เสี่ยวหนิงมองตะเกียบที่ยื่นมาตรงหน้า พวงแก้มแดงระเรื่อ
จากนั้น นางก็ทำเรื่องหนึ่งที่เซียวจิ่วเยวียนคาดไม่ถึงเช่นกัน
นางอ้าปากกินอาหารที่เซียวจิ่วเยวียนป้อนมาถึงตรงหน้า
กินเข้าไปแล้ว
เซียวจิ่วเยวียนเบิกตากว้าง มองไป๋เสี่ยวหนิงด้วยความตื่นตะลึง
ส่วนไป๋เสี่ยวหนิงเคี้ยวอยู่สองสามครั้งก็พลันชะงักค้าง
ทั้งสองจ้องหน้ากัน ต่างมองเห็นความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อในแววตาของอีกฝ่าย
ลูกกระเดือกของเซียวจิ่วเยวียนขยับขึ้นลงสองครั้ง อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน
อาหารคำหนึ่งในปากไป๋เสี่ยวหนิง กลืนลงไปก็ไม่ใช่ บ้วนออกมาก็ไม่เชิง
บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วน
ยามนั้น จิ่วจิ่วเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง จ้องพวกเขาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนเอ่ยว่า “ต้องให้ข้ายกเตียงมาให้พวกท่านหรือไม่?”
ประโยคเดียวทำลายบรรยากาศระหว่างทั้งสองจนหมดสิ้น
“แค่ก ข้านึกขึ้นได้ว่ามีธุระอยู่ ขอจากไปก่อน”
กล่าวจบ เซียวจิ่วเยวียนก็ลุกขึ้นสาวเท้าจากไป
ยามจากไปยังเร่งร้อนจนเกือบสะดุดธรณีประตู
ไป๋เสี่ยวหนิงมองแผ่นหลังของเซียวจิ่วเยวียนที่เดินจากไปอย่างรวดเร็ว มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้น
นางเคี้ยวอาหารในปากช้า ๆ ละเอียดละออ สายตาล่องลอย ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
“รูปร่างของเสี่ยวเยวียนจื่อยอดเยี่ยมยิ่งนัก ไหล่กว้างเอวคอด จุ๊ ๆ ๆ...”
เสียงของจิ่วจิ่วพลันดังขึ้นข้างหู
ไป๋เสี่ยวหนิงรับคำโดยไม่รู้ตัว “อืม ๆ จริงด้วย นอกจากหน้าตาหล่อเหลาแล้ว รูปร่างก็ดี ทั้งยังแข็งแรงยิ่งนัก...แค่ก เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!”
ไป๋เสี่ยวหนิงเพิ่งรู้ตัว จึงรีบกลืนคำที่ยังพูดไม่จบลงคอ
